Saturday, November 17, 2012

#173 ตำนานจูล่งแห่งเมืองเสียงสัน



หลังจากโจโฉยึดเมืองเกงจิ๋วได้แล้ว ก็สั่งทหารไปจับครอบครัวของขงเบ้งมาเป็นตัวประกัน แต่ก็ไม่พบ โจโฉจึงคิดว่าขงเบ้งคงรู้ทันก็โกรธ เตรียมทัพไปตีเมืองกังเหลงที่เล่าปี่เดินทางไป


เล่าปี่เดินทางมาหลายวันก็ยังไม่ถึงเมืองกังเหลงเนื่องจากประชาชนที่ตามมาด้วยเดินช้า อีกทั้งกวนอูเดินทางไปหลายวันแล้วยังไม่กลับมา เล่าปี่จึงสั่งให้ขงเบ้งเดินทางไปอีกแรง เนื่องจากว่ากวนอูและเล่ากี๋ไม่ได้สนิทคอกัน ขงเบ้งรับทราบก็รีบเดินทางไปกับเล่าฮอง


บิต๊ก บิฮองและกันหยง จึงคุ้มครองทัพของเล่าปี่เดินทางต่อไป เมื่อเวลาผ่านไปกองทัพโจโฉยกทัพใหญ่ แผ่นดินแทบสะเทือน เตียวหุยซึ่งเป็นทัพหลังเห็นกองทัพโจโฉไหลมายังกะสายน้ำ เตียวไม่สามารถรับมือทหารอันแสนมากของโจโฉได้ เตียวหุยจึงตีฝ่าออกมารีบไปหาเล่าปี่ พาเล่าปี่หนีข้ามสะพานไปได้

ในขณะที่ทหารบางส่วนและประชาชนยังพลัดหลงอีกทั้งครอบครัวของเล่าปี่ก็ตกหายไป เล่าปี่ก็ตกใจ ต่อมาบิฮองจึงเข้ามารายงานเล่าปี่ว่า เห็นจูล่งขี่ม้าไปทางทัพโจโฉเห็นว่าจูล่งคงแปรภักดิ์แน่ เล่าปี่ได้ยินเช่นนั้นก็โกรธตวาดใส่บิฮองว่าจูล่งมิใช่คนเช่นนั้นแน่นอน



เตียวหุยได้ยินเช่นนั้นก็วู่วามด้วยความที่ตนเป็นคนมุทะลุจึงควบม้าออกไปหาจูล่ง โกรธจูล่งเป็นอันมาก เตียวหุยได้ควบม้าผ่านสะพานเตียงปัน จึงนึกแผนเข้าไปซุ่มในป่า ให้ตัดเอากิ่งไม้ผูกหางม้าแล้วสั่งว่าถ้าเห็นทหารโจโฉยกตามมาก็ให้ขี่ม้าวิ่งวนสลับอยู่ในป่า ทำฝุ่นให้ฟุ้งคลีตลบทั่วทั้งป่าเพื่อให้ทหารโจโฉสำคัญผิดคิดว่ามีการซุ่มทหารจำนวนมากไว้ในป่านั้น

ส่วนตัวเตียวหุยนั้นขี่ม้าถือทวนแล้วยืนม้าอยู่ที่เชิงสะพานแต่ผู้เดียว ฝ่ายจูล่งคุ้มกันครอบครัวของเล่าปี่อยู่ในขบวนอพยพ จูล่งได้ต่อสู้กับทหารของโจโฉ ฮูหยินทั้ง 2 จึงหนีเอาตัวรอดจึงพลัดหลงไป

จูล่งมองหาสองฮูหยินไม่พบก็พยายามขี่ม้าเข้าไปในหมู่ราษฎร จูล่งขี่ม้าตามหาครอบครัวเล่าปี่อยู่พักใหญ่ มาถึงกอหญ้าหนากอหนึ่งเห็นความเคลื่อนไหวในกอหญ้าผิดสังเกตจึงขี่ม้าเข้าไปดู พบกันหยงต้องอาวุธบาดเจ็บนอนหลบซ่อนอยู่ในกอหญ้าจึงเข้าไปถามกันหยงว่าเห็นฮูหยินทั้งสองของเล่าปี่หรือไม่

กันหยงเห็นจูล่งขี่ม้าเข้ามาก็ดีใจจึงได้บอกที่อยู่ของฮูหยินทั้ง 2 นางกำฮูหยินภรรยาของเล่าปี่ได้หลบหนีทหารของโจโฉซ่อนตัวอยู่ในกลุ่มราษฎรดังกล่าว ได้ยินเสียงจูล่งก็จำได้ ครั้นเห็นตัวจูล่งได้ถนัดจึงร้องบอกว่าตัวเราอยู่ที่นี่

จูล่งแลไปเห็นนางกำฮูหยินก็ดีใจ นางกำฮูหยินจึงว่าเราทั้งสองหนีออกจากเกวียนแล้วพลัดพรากกัน นางบิฮูหยินอุ้มอาเต๊าปะปนไปในหมู่ราษฎร แต่ไม่รู้ว่าอยู่ไหน เพราะทหารโจโฉตีฝ่าเข้ามาอย่างรวดเร็ว ต่างคนต่างหนีเอาตัวรอด จูล่งจึงรีบพาแม่นางบิฮูหยินกลับไปยังขบวนของเล่าปี่


เตียวหุยเห็นจูล่งควบม้ามาก็โกรธจึงตลาดด่าจูล่งว่า "พี่ใหญ่ชุบเลี้ยงท่านเป็นอันดี เหตุไฉนจึงเอาใจออกหากไปเข้าด้วยโจโฉ"  จูล่งจึงแจงกลับเตียวหุยและเตียวหุยได้พบกับแม่นางกำฮูหยินที่ตามมาด้วย เตียวหุยก็จึงใจเย็นลง


หลังจากจูล่งนำตัวแม่นางกำฮูหยินมาส่งแล้ว จูล่งก็กลับไปเส้นทางเดิมเพื่อตามหาอาเต้าและแม่นางกำฮูหยิน จูล่งได้สังหารทหารของโจโฉตายเป็นจำนวนมาก จากนั้นจูล่งก็ได้พบแม่นางบิฮูหยิน ซึ่งถูกทวนแทงที่ขาบาดเจ็บสาหัสและก็ได้พบกับอาเต้า แม่นางบิฮูหยินมอบอาเต้าให้แก่จูล่งไป แม่นางบิฮูหยินเห็นว่าตนเองเป็นภาระแก่จูล่งจึงโดดบ่อน้ำถึงแก่ความตาย จูล่งเห็นดังนั้นก็ร้องไห้จากนั้นก็นำผ้ามันอาเต้าใส่หลัง ตีฝ่าทหารของโจโฉเพื่อจะกลับค่าย


เตียวคับได้พบกับจูล่งก็ได้เข้าปะทะกัน ยิ่งรบยิ่งเหนื่อยจูล่งจีรีบหาทางหนีเพื่อที่จะไม่ให้อาเต้าเป็นอันตราย จึงพยายามฝ่ายเตียวคับออกมา เกาะของจูล่งสะท้อนแสงแดดเข้าตาเตียวคับทำให้เตียวคับพลาดท่าจูล่งจึงหนีไปได้ ทหารของโจโฉรุมจูล่งแต่ก็สู้มิได้เนื่องจากว่าจูล่งผู้นี้เก่งกาจมากนัก

โจโฉเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก็ตกใจเห็นจูล่งสวมเกราะสีเงินอาบเลือดสีแดงกำลังต่อสู้อยู่ท่ามกลางทหารฝ่ายโจโฉอย่างชุลมุน ทหารโจโฉไม่รู้ว่าจูล่งคือใคร โจโฉจึงสั่งให้โจหองไปถามชื่อเสียงเรียงนามกับจูล่ง จูล่งจึงบอกกับโจหองไปว่า


จูล่ง : "เราคือจูล่งชาวเมืองเสียงสัน" จากนั้นโจหองจึงมารายงานแก่โจโฉ

โจโฉรู้ความจึงสรรเสริญจู่ล่งว่า "ทหารคนนี้มีอำนาจประดุจเสือ" โจโฉก็รักใคร่คนเก่งมีฝีมืออยากได้จูล่งมารับใช้ตน

โจโฉจึงประกาศออกไปว่า ห้ามมิให้บรรดาทหารทั้งปวงใช้เกาทัณฑ์ยิงจูล่งเป็นอันขาด และให้พยายามจับเป็นจูล่งนำมามอบให้จงได้ จูล่งฆ่านายกองใหญ่เสียได้ถึงสองนาย ทหารเอกห้าสิบคน โลหิตติดเกราะแลข้างม้าดุจหนึ่งรดด้วยน้ำครั่ง


จูล่งสู้รบกับทหารโจโฉตั้งแต่ยามสามจนถึงบ่ายสามโมงของวันรุ่งขึ้น จูล่งจึงตีฝ่าหนีออกมาได้ถึงสะพานเตียงปัน พบกับเตียวหุยที่ยืนขวางทางอยู่   จูล่งเห็นเตียวหุยยังคงยืนม้าเป็นสง่าอยู่ที่เชิงสะพานก็คลายใจรู้สึกว่าปลอดภัยแน่แล้ว จึงร้องบอกเตียวหุยด้วยเสียงอ่อนอิดโรยว่า

จูล่ง : "ครั้งนี้เหลือกำลังของข้าพเจ้าแล้ว เตียวหุยท่านช่วยข้าพเจ้าด้วยเถิด"

เตียวหุย : "ท่านจงรีบไปพบเล่าปี่ทางด้านหลังเพราะพี่ใหญ่รอท่านอยู่ช้านานแล้ว ทางด้านนี้ข้าพเจ้าจะรับมือกับทหารของโจโฉเอง"



จูล่งได้พบกับเล่าปี่จึงเล่าความทุกประการตั้งแต่พบแม่นางบิฮูหยินที่โดดน้ำตายและได้ช่วยอาเต้า ตีฝ่าทหารของโจโฉหนีมา เล่าปี่ได้ฟังจูล่งทุกประการ เล่าปี่ก็นิ่ง

จูล่งก็อุ้มอาเต๊าออกจากเปลที่อ้อมอก เห็นอาเต๊ายังหลับสนิทอยู่ก็ยินดี  ว่าแล้วจูล่งจึงอุ้มอาเต๊าส่งให้กับมือของเล่าปี่

เล่าปี่เห็นจูล่งอ่อนล้าอิดโรยไม่เหลือเรี่ยวแรง ในขณะที่เสื้อเกราะสีเงินเปื้อนไปด้วยเลือดสีแดง แม้ผมเผ้าและใบหน้าของจูล่งล้วนเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดหนาเกรอะกรัง เล่าปี่ก็รู้ว่าจูล่งได้ทุ่มเทเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อพิทักษ์อาเต๊ามาถึงที่นี่


เล่าปี่รับอาเต๊ามาอุ้มได้ไม่นานจากนั้นจึงโยนอาเต๊าลงกับพื้นแล้วว่า "เพราะไอ้ลูกจัญไรคนเดียว จูล่งทหารเอกเราจึงเกือบตาย" 

จูล่งเห็นดังนั้นก็ตกใจ รีบวิ่งเข้าไปอุ้มอาเต๊าขึ้นจากพื้น ร้องไห้แล้วคุกเข่าลงกับพื้น จึงว่า "อันตัวข้าพเจ้านี้ถึงตายก็จะสู้เพื่อสนองคุณท่าน ท่านอย่าได้โกรธอาเต้าเลย" จากนั้นจูล่งก็ร้องไห้ เล่าปี่เห็นดันนั้งก็ร้องไห้ตามพร้อมเข้ากอดจูล่ง

นี่ก็เป็นเทคนิควิธีซื้อใจลูกน้องของเล่าปี่ ทำให้จูล่งนั้นเห็นว่าเล่าปี่รักลูกน้องมากกว่าลูกตัวเอง ทำให้จูล่งมีความจงรักภัคดีต่อเล่าปี่ตลอดกาล