Showing posts with label เนื้อเรื้องสามก๊ก. Show all posts
Showing posts with label เนื้อเรื้องสามก๊ก. Show all posts

Sunday, November 17, 2013

#218 งอก๊กไถ้ดูตัวเล่าปี่


ครั้นเล่าปี่มาถึงเมืองกังตั๋ง ก็เจอกับความเงียบน่าสะพรึงกลัว โดนซุนกวนนั้นกำชับเล่าทหารห้ามให้ใครรู้แผนการนี้เป็นอันขาด

เล่าปี่เห็นเงียบวังเวงเกรงว่าจะเป็นกลอุบายจึงวิตกกังวล จูล่งเห็นขัดสนจึงเปิดจดหมายฉบับที่ 1 ขึ้นมาอ่าน ในจดหมายเขียนไว้ว่า

"ให้ทหารแต่งตัวแล้วไปหาซื้อของที่ตลาด ตีคล้องราวกับงานมงคล หากชาวบ้านที่ตลาดสอบถามก็ให้บอกไปว่า เล่าปี่จะมาแต่งงานกับน้องสาวซุนกวน และประกาศให้ชาวเมืองรู้ จากนั้นก็เข้าไปคำนับเกียวก๊กโล"

อันเกียวก๊กโลนั้น มีฐานะเป็นถึงรัฐบุรุษอาวุโสแห่งเมืองกังตั๋ง พูดง่ายๆว่าสั่งให้เล่าปี่นั้นเข้าทางผู้ใหญ่

เมื่อเล่าปี่ไปพบเกียวก๊กโลแล้วก็เล่าความให้เกียวก๊กโลฟังทุกประการ เกียวก๊กโลได้ฟังก็แปลกใจและรู็สึกน้อยใจว่าทำไมข่าวใหญ่ขนาดนนี้ตนไม่รู้ เกียวก๊กโลจึงออกเดินทางไปพบงอก๊กไถ้ ผู้ซึ่งเป็นแม่แท้ๆของซุนฮูหยิน ผู้ที่เล่าปี่จะมาแต่งงานด้วย (งอก๊กไถ้เป็นน้องสาวของแม่ซุนกวน ซึ่งแม่ซุนกวนได้ฝากฝังไว้แก่งอก๊กไถ้ให้ดูแลซุนกวน และซุนกวนก็เคารพงอก๊กไถ้เป็นดั่งแม่ของตนเอง)

จากนั้นเกียวก๊กโลจึงรีบไปหางอก๊กไถ้ เพื่อแสดงความยินดีแบบแอบน้อยใจนิดๆ งอก๊กไถ้ได้ฟังก็มึนงงสงสัยแปลกใจว่าตนเองก็ไม่รู้เช่นกัน เกียวก๊กโลจึงแจงว่าบัดนี้ชาวเมืองลำซีรู้กันหมดทุกคนแล้ว งอก๊กไถ้ยังไม่ปักใจเชื่อจึงส่งคนไปสืบ ได้ความดั่งที่เกียวก๊กโลแจงทุกประการ


งอก๊กไถ้ยังไม่สิ้นสงสัยจึงสั่งคนให้ไปตามซุนกวนมาพบ งอก๊กไถ้กำลังอยู่ในความโกรธที่ซุนกวนนั้นเอาลูกของตนไปให้คนอื่นโดยที่ตนเองนั้นไม่รู้ความ เมื่อซุนกวนมาพบ งอก๊กไถ้ก็ด่าซุนกวนไม่ขาดปาก ซุนกวนรู้สึกผิดจึงเล่าความให้งอก๊กไถ้ฟังทุกประการ

ซุนกวน : "แผนการครั้งนี้เป็นกลอุบายของจิวยี่ที่ทำขึ้นเพื่อจะเอาเมืองเกงจิ๋วคืน ทีแรกต้องการหลอกใครเล่าปี่มาแล้วก็จับตัวไว้เพื่อแลกกับเมืองเกงจิ๋ว ไม่คิดว่าเรื่องราวจะเลยเถิดเพียงนี้"


งอก๊กไถ้ได้ฟังก็โกรธจิวยี่เป็นอันมาก "อ้ายจิวยี่ มันเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่แห่งเมืองกังตั๋ง มันคิดแผนการได้แค่นี้เองหรอกหรือ จะเอาลูกสาวเราไปลวงเล่าปี่ บัดนี้คนเค้ารู้กันทั้งเมืองแล้ว หากเล่าปี่ตายลูกสาวเราจะมิเป็นหม้าหรอกหรือ ภายภาคหน้าใครหล่ะจะกล้ามาขอลูกสาวเรา"

เกียวก๊กโลจึงว่าไหนๆเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เล่าปี่เองก็เป็นเชื้อพระวงศ์มีศักดิ์เป็นถึงพระเจ้าอาพระเจ้าเหี้ยนเต้ งอก๊กไถ้ได้ฟังจึงว่า

งอก๊กไถ้ : "พรุ่งนี้ให้ไปเชิญเล่าปี่มาพบเรา เราจะทำการดูตัว หากเราไม่ชอบใจ ก็ปล่อยให้ซุนกวนจัดการต่อตามใจชอบ"

ซุนกวนกลับมายังที่พักจึงเรียกลิห้อมมาปรึกษา ซุนกวนวิตกกว่าแม่ของตนจะชอบคอกับเล่าปี่ ลิห้อมจึงเสนอว่าให้จัดเตรียมทหารไปดักสุ้มสังหารเล่าปี่เสีย ซุนกวนได้ฟังเช่นนั้นก็เห็นด้วย

ฝ่ายเล่าปี่เมื่อได้ข่าวว่างอก๊กไถ้จะดูตัวก็เตรียมพร้อมไม่ได้ประมาท สั่งให้จูล่งและทหารคอยระวัง ครั้งนี้อาจจะเป็นอุบายได้

ชาววันรุ่งขึ้นล่าไปจึงออกเดินทางเพื่อให้งอก๊กไถ้ดูตัว ซุนกวนจึงเตรียมการไว้และบอกกับทหารว่าจะให้สัญญาณเมื่อทิ้งจอกสุราลงให้ทหารเข้าไปสังหารเล่าปี่

เมื่อเล่าปี่เดินทางไปถึงซุนกวนก็มารับเข้าไปหางอก๊กไถ้ เล่าปี่มาพบหน้างอก๊กไถ้ก็ ทำตัวอ่อนน้อมถ่อมตน อ่อนโยนพูดจานุ่มนวล ดูสง่าน่าเกรงขาม งอก๊กไถ้ได้พบได้คุยด้วยก็ถูกใจเล่าปี่เป็นอันมาก


จูล่งซึ่งอยู่ข้างนอกมองเห็นว่ามีทหารสุ้มโจมตีอยู่จึงรีบเข้ามากระซิบบอกเล่าปี่ เล่าปี่ได้ฟังก็ตกใจ แต่ก็ยังนิ่งอยู่พร้อมทั้งแสร้งกลอุบายและร้องไห้ออกมาว่า

เล่าปี่ : "ท่านจะฆ่าข้าพเจ้าเสียก็ตามเถิด แต่โปรดอย่าให้ข้าพเจ้าได้ความลำบากเลย"

งอก๊กไถ้ : "ท่านพูดอะไรเราไม่เข้าใจ"

เล่าปี่ : "บัดนี้จูล่งได้มารายงานว่าข้างนอกนั้นมีทหารติดอาวุธแอบสุ้มอยู่"

งอก๊กไถ้ได้ฟังก็โกรธซุนกวนเป็นอันมาก ขว้างจอกสุราทิ้งแล้วด่าซุนกวนว่า

งอก๊กไถ้ : "เล่าปี่เป็นบุตรเขยเรา เหตุไฉนเจ้าจึงล่วงเกินคิดจะสังหารเล่าปี่อีกเล่า"

ซุนกวนได้ฟังก็ก้มหน้าขอโทษผู้เป็นแม่ แล้วแสร้งทำเป็นไม่รู้จึงเรียกลิห้อมเข้ามา ลิห้อมจึงเห็นซุนกวนกลัวแม่อยู่จึงบอกว่า ทั้งหมดนี้แกหัวเป็นคนทำ งอก๊กไถ้จึงสั่งให้ทหารลากแกหัวไปตัดศีรษะ แกหัวได้ยินก็ตกใจ หันหน้าไปมองซุนกวน ซุนกวนก็นิ่งอึ้ง หันไปหาลิห้อม ลิห้อมก็เบือนหน้าหนี จากนั้นตนจึงได้แต่นั่งนิ่งรอความตาย

เล่าปี่เห็นสบโอกาสจึงบอกกับงอก๊กไถ้ว่า บัดนี้กำลังเข้าสู่งานมงคลไม่ควรฆ่า ขอให้ไว้ชีวิตแกหัวด้วย งอก๊กไถ้จึงยอมปล่อยแกหัวไป

วิเคราะห์
ตอนนี้จะเห็นความเอาเปรียบของซุนกวนและลิห้อม ทั้ง 2 คนกลัวความผิด ทำผิดแล้วไม่กล้ายอมรับแถมยังโยนความผิดไปให้ลูกน้องอย่างแกหัว ฝ่ายแกหัวก็เป็นลูกน้องที่ดี ไม่ฆ่านายตัวเองทั้งที่ตัวเองต้องตาย

เล่าปี่เองนั้นพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ซื้อใจงอก๊กไถ้แล้วยังซื้อใจแกหัวซึ่งเป็นลูกน้องของซุนกวนอีก อีกทั้งงอก๊กไถ้ก็ได้เห็นอีกว่าเล่าปี่นั้นเป็นคนมีเมตตา

กลายเป็นว่าแผนการของจิวยี่ต้องพังลายลงเพราะขงเบ้งนั้นแก้หมากโดยการให้เล่าปี่ประกาศให้ชาวเมืองรู้และจากนั้นก็ให้เล่าปี่เข้าหาทางผู้ใหญ่ ขงเบ้งเชื่อว่าเล่าปี่นั้นจะเป็นที่พอใจของงอก๊กไถ้และเกียวก๊กโล จึงทำให้เล่าปี่รอดตายมาได้

Saturday, November 16, 2013

#217 อุบายนางงาม

โลซกได้หนังสือคืนเมืองเกงจิ่วจากเล่าปี่แล้วก็เดินทางไปพบกับจิวยี่แล้วมอบหนังสือนี้ให้แก่จิวยี่ จิวยี่ได้อ่านหนังสือของยืมเมืองของเล่าปี่โกรธโลซกเป็นอันมาก

จิวยี่ : "ท่านหลงกลขงเบ้งเสียแล้ว ซึ่งเล่าปี่จะยืมเมืองเกงจิ๋วถึงเมื่อไหร่ก็มิได้มีกำหนดระยะเวลา เล่าปี่จะยึดเมืองเสฉวนได้เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ อีกทั้งท่านเองก็ยังเซ็นเป็นนายประกันอีกเสียด้วย ตัวท่านนั้นเป็นคนซื่อ อย่าคิดว่าเล่าปี่และขงเบ้งจะซื่อตามท่านด้วย"

โลซกได้ฟังก็เห็นตามความของจิวยี่ แล้วรู้สึกผิดเป็นอันมาก จิวยี่เห็นความซื่อของเพื่อนจึงปลอบโลซกไป

จิวยี่ : "เราคิดถึงบุญคุณท่าน ท่านเคยให้อาหารแก่เราเมื่อยามเราขัดสน อีกทั้งท่านยังคอยตืนสติเราในอีกหลายๆด้าน เราจะคิดหาอุบายใหม่ในการจัดการเรื่องนี้เอง"

จิวยี่นั้นคิดว่าถึงจะด่าว่ากล่าวโลซกไปเท่าไรก็ไร้ประโยชน์ในเมื่อเรื่องมันผ่านมาแล้วสู้เดินหน้าคิดแผนใหม่ดีกว่า อีกทั้งยังรักษามิตรภาพระหว่างเพื่อนได้อีกด้วย

อยู่มาวันหนึ่งทหารได้มารายงานจิวยี่ว่าบัดนี้แม่นางกำฮูหยินนั้นเสียชีวิตไปแล้ว จิวยี่ได้ฟังก็ยิ้มพร้อมทั้งเอ่ยปากขึ้นมาว่า เราคิดอุบายอะไรดีๆออกแล้ว โลซกสงสัยในอุบายนั้นจึงสอบถามกับจิวยี่

จิวยี่ : "ในเมื่อภรรยาเล่าปี่เสียไปแล้ว จึงคิดว่าจะทำอุบายยกนางซุนฮูหยินน้องของซุนกวนนายเราให้ จากนั้นให้ซุนกวนส่งเชิญเล่าปี่มาแต่งงานโดยอ้างว่าต้องการเชื่อมความสัมพันธ์ พอเล่าปี่มาถึงเราก็จะจัดตัวเล่าปี่เป็นตัวประกันเพื่อแลกกับเมืองเกงจิ๋ว"




จากนั้นโลซกจึงนำความไปแจงกับซุนกวนทุกประการโดยจิวยี่เสนอให้ลิห้อมเป็นพ่อสื่อ ซุนกวนได้ฟังก็เห็ยด้วยจึงส่งลิห้อมไปหาเล่าปี่

ลิห้อมได้เข้าพบกับเล่าปี่เล่าความทุกประการให้เล่าปี่ฟัง ขงเบ้งหลบอยู่หลังฉากแอบฟังเล่าปี่และลิห้อมคุยกัน ลิห้อมจึงแจงว่าบัดนี้ซุนกวนต้องการจะยกน้องสาวให้แก่เล่าปี่ เล่าปี่ขอเวลาตันสินใจ ลิห้อมจึงลากลับไป


ขงเบ้งได้แนะนำแก่เล่าปี่ว่านี่คืออุบายของจิวยี่แต่ไม่น่ากลัวแต่อย่างใด จึงเสนอให้เล่าปี่ตกลงรับคำ ขงเบ้งมองเห็นว่าหากเล่าปี่และน้องสาวซุนกวนได้แต่งงานกันจริงๆคงเป็นต้องเป็นพันธมิตรที่ดี ขงเบ้งจึงเรียกซุนเขียนและจูล่งมาสั่งการให้เดินทางไปสู่ขอซุนฮูหยิน ซึ่งเป็นน้องสาวของซุนกวน


จากนั้นขงเบ้งจึงนำจดหมายลับ 3 ชิ้นมาให้แก่จู่ล่ง หากขัดสนประการใดให้เปิดอ่านทีละฉบับก็จะสามารถแก้ปัญหาได้ลุล่วงและกลับมาเมืองเกงจิ๋วอย่างปลอดภัย จากนั้นเล่าปี่ จูล่งและซุนเขียนก็เดินทางไปยังเมืองกังตั๋ง

วิเคราะห์
แผนอุบายนางงามนั้นใช้กันในทุกยุคทุกสมัย เสมือนเป็นการเกี่ยวดองกัน บ้างก็เอาลูกสาวเค้ามาไว้เพื่อเป็นตัวประกัน แต่แผนจิวยี่นั้นมิใช่ต้องการเกี่ยวดองแต่อย่างใด เพียงแต่ต้องการหลอกเล่าปี่มาสังหารโหดก็เท่านั้นเอง ตอนถัดๆไป เป็นบททดสอบ ยอดคนอย่างเล่าปี่ว่าจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เพียงใด

พี่จะพลาดไม่ได้คือ เทคนิคการใช้คนของขงเบ้ง ทำไม?? ขงเบ้งถึงต้องใช้ จูล่ง ? คนอื่นมีเยอะแยะ กวนอู เตียวหุย ฮองตง แต่ใช้จูล่ง

ในเมื่อฝีมือเท่าเทียมกัน ก็ต้องใช้คนที่เป็นมืออาชีพมากที่สุด หากแค่อารักขา กวนอูหรือเตียวหุยก็ได้ แต่นี่คืองานค่อนข้างใหญ่และต้องใจเย็น หากกวนอูหรือเตียวหุยไป คงต้องฆ่าทหารของซุนกวนไปหลายคนเป็นแน่แท้ แทนที่จะผูกมิตรแต่กลับไปสร้างศรัตรู ซึ่งคนที่ใจเย็นที่สุดในบรรดาขุนพล ก็มีแต่จูล่งเท่านั้น

Wednesday, October 9, 2013

#216 เมืองเกงจิ๋วควรเป็นสิทธิ์ของใคร?


ทางด้านขงเบ้งซึ่งติดตามความเคลื่อนไหวของซุนกวนและเตียวเลี้ยวอย่างไกล้ชิด ต่อมาขงเบ้งได้มองดูดวงดาว เห็นดาวดวงหนึ่งตก พอพินิจวิเคราะห์แล้วเห็นทีจะเป็นเครือญาติของเล่าปี่เสียชีวิตลงเป็นแน่แท้

เล่าปี่ก็สัยอีกทั้งแม่นางลิฮูหยินก็กำลังป่วย ต่อมาไม่ได้ทหารจึงมารายงานว่าบัดนี้เล่ากี๋ได้เสียชีวิตลงแล้ว เล่าปี่ได้ฟังก็ร้องไห้เสียใจเป็นอันมาก ขงเบ้งก็ได้แต่ปลอบโยน


หลังจากนั้นไม่นาน ขงเบ้งจึงว่า อีกไม่นานเมืองกังตั๋งต้องส่งโลซกมาทวงเมืองคืนแน่ ขงเบ้งจึงวางแผนรับมือ วันต่อมาโลซกก็เกิดนทางมาถึงเมืองเกงจิ๋วแสร้งมาคำนับศพเล่ากี๋ แต่แท้จริงแล้วต้องการมาทวงเมืองเกงจิ๋วที่เล่าปี่และขงเบ้งเคยตกลงไว้

โลซกถามเล่าปี่ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เล่าปี่ก็อั้มอึ้งตอบแบบปัดๆ ขงเบ้งเห็นอาการเช่นนั้นก็ทนไม่ได้ จึงพูดออกมาด้วยอารมณ์โมโหไปว่า


ขงเบ้ง : "ตัวท่านเองก็มีสติปัญญา เล่าปี่นายเราเป็นเชื่อพระวงศ์อีกทั้งยังเป็นพระเจ้าอาของพระเจ้าเหี้ยนเต้ จะปกครองเมืองเก๋งจี๋วเพียงเท่านี้ไม่ได้หรอกหรือ ซุนกวนนายท่านเป็นแค่เชื้อสายผู้คุมเมือง บัดนี้พอได้เป็นใหญ่เมืองกังตั๋ง มีเมืองเอก เมืองโท มากกมาย เท่านี้ยังไม่พอใจ อีกทั้งยังมาแย่งเมืองเกงจิ๋วอีก ครั้นโจโฉบุกมากฝ่ายเราก็ยกทัพไปช่วย ตัวเราเองยังช่วยเรียกลมให้ ซุนกวนนายของท่านจึงพ้นอันตราย มิต้องเป็นขี้ข้าโจโฉและภรรยาของท่านก็จะตกเป็นของโจโฉอีกด้วย"

โลซกได้ฟังขงเบ้งพูดก็ได้แต่นิ่งอึ้งมิรู้จะพูดประการใด พอได้สติคิดได้จึงหาข้อโต้แย้ง

โลซก : "เมื่อครั้งเล่าปี่นายของท่านโดนโจโฉตีแตกมาได้ความลำบาก เราเองก็ได้พาท่านไปพบซุนกวนนายเรา แล้วฝ่ายเราก็ช่วยรบกับโจโฉท่านเองก็ได้ประโยชน์ไปด้วย เมื่อครั้งก่อนท่านได้รับปากเราว่าจะคืนเมืองให้แก่เราเมื่อเล่ากี๋ตาย เราก็ได้นำความไปบอกซุนกวนและจิวยี่ ทั้ง 2 ก็ไว้ใจท่านเห็นว่าตัวท่านนั้นมีความสัตย์ หากท่านไม่ยอมคืนเมืองให้ เราเองก็คงโดนซุนกวนตัดหัว และความสัมพันธ์ระหว่างเล่าปี่และซุนกวนก็จะถึงคราวแตกหัก จิวยี่คงต้องยกทัพมาตีท่านแน่ๆ"

ขงเบ้ง : "ฮ่าๆๆๆ เราจะกลัวอะไรกะอีแค่จิวยี่ แม้โจโฉยกทัพมาร้อยหมื่นเรายังไม่กลัว เราเห็นแก่ท่านเราจะเขียนหนักสือยืมเมืองแก่ซุนกวน ให้เล่าปี่นายเราได้ยืมเมืองไว้ก่อน เอาไว้ให้เราตีได้เมืองเสฉวนให้ได้เสียก่อน เราจะย้ายไปอยู่ที่เมืองเสฉวนและคืนเมืองเก่าให้แก่ซุนกวน"

โลซกเองก็จนมุมมิรู้จะทำยังไงจึงยอมรับหนังสือของเล่าปี่ ขงเบ้งจึงเซ็นหนังสือที่เล่าปี่เขียนโดยมีโลซกเซ็นเป็นนายประกันอีกคน

วิเคราะห์
อุบายนี้ได้ถูกใช้กันแพร่หลาย โดยที่ขงเบ้งอ้างว่า "จะคืนเมืองให้ซุนกวนจนกว่าเล่าปี่จะตีเมืองเสฉวนสำเร็จ"  แหม แล้วเมื่อไหร่จะยึดได้หล่ะ กี่เดือน กี่วัน กี่ปี?

ข้ออ้างนี้ถูกผู้บริหารส่วนมากนำเอาไปใช้เช่น "จำให้โบนัสแก่พนักงานจนกว่าเศรฐกิจจะดี" เอ๊ะว่าแต่เมื่อไหร่จะเศรฐกิจจะดีหล่ะ พนักงานต่างก็รอคอยความหวังว่าวันหนึ่งเศรฐกิจจะดี เป็นอุบายประวิงเวลา

หลายคนคงสงสัยว่าแท้จริงแล้ว เมืองเกงจิ๋วควรเป็นสิทธิ์ของใคร? ซุนกวนหรือเล่าปี่? คนไหนมีความชอบธรรมในการครองเมืองมากที่สุด

ผมวิเคราะห์ว่า
1.คนที่มาก่อนยึดก่อน ย่อมมีสิทธิ์ครอบครองทรัพยาการ เมืองเกงจิ๋วนั้นมิได้เป็นของซุนกวนแต่ก่อน เมื่อเล่าปี่ยึดได้ก่อนก็ควรเป็นของเล่าปี่

2.ขงเบ้งนั้นฉวยโอกาสช่องโหว่ที่จิวยี่แกล้งตาย ซึ่งเงื่อนไขข้างต้นคือ ให้จิวยี่ยึดก่อนหากจิวยี่ยึดไม่ได้ขงเบ้งจะไปยึด  จิวยี่ควรเพิ่ม condition อีก 1 อย่างคือ ห้ามให้ขงเบ้งมายึดภายในเวลา 1 ปีไม่ว่าอย่างไรก็ตาม หากจิวยี่ยึดไม่ได้ภายใน 1 ปี ให้ขงเบ้งมายึดได้ หากตกลงอย่างนี้แล้วขงเบ้งมาแอบยึดไปก่อน ฝ่ายขงเบ้งก็จะเป็นฝ่ายมิชอบธรรม

3.ขงเบ้งยึดได้แล้วกลับหลอกว่าจะคืนเมืองเกงจิ๋วให้เมื่อเล่ากี๋ตาย แต่เมื่อเล่ากี๋ตายแล้วขงเบ้งก็ยังไม่ยอมคืนเมืองอีก อันนี้ความชอบธรรมก็ต้องตกเป็นของจิวยี่  หากขงเบ้งยืนยันว่าจะไม่คืน ก็ต้องไม่คืนตั้งแต่แรก

ตีความกันไปกันมาก็ยากเหมือนกันนะครับ แล้วแต่มุมมอง ใจนึงก็สงสารซุนวน ใจนึงก็สงสารเล่าปี่ แต่แท้จริงแล้วคนที่มีความชอบธรรมที่สุด อาจจะเป็นโจโฉก็ได้ใครจะไปรู้ ในเมืองโจโฉครองอำนาจเมืองหลวงอยู่ ทุกเมืองก็ควรที่จะตกเป็นของพระเจ้าเหี้ยนเต้โดยมีโจโฉเป็นผู้ช่วยสิ

ท้ายสุดแล้วผมก็จะพูดงง แบบกลางๆ หลายมุมของทั้งด้านของเล่าปี่ และ ซุนกวน มาให้ฟัง แฟนๆสามก๊กคิดว่า เมืองเกงจิ๋วควรเป็นสิทธิ์ของใครกัน ?

Tuesday, October 8, 2013

#215 ซุนกวนพ่ายศึกหับป๋า อาลัยไทสูจู้



ในช่วงที่โจโฉกลับไปพื้นตัวที่เมืองหลวง และซุนกวนกำลังยกทัพไปตีเมืองหับป๋าที่เตียวเลี้ยวคุมอยู่ จิวยี่เองก็รักษาอาการพิษเกาทัณฑ์ ทำให้เล่าปี่ไม่ต้องพะวงอะไรอีกแล้ว จึงถือโอกาสบุกยึดหัวเมืองในแคว้นเกงจิ๋วได้สำเร็จ

เมื่อก่อนเล่าปี่เป็นคนแร่ร่อนไม่มีเมืองอยู่ ต้องอาศัยซุนกวนช่วยเหลือจากภัยของโจโฉ บัดนนี้เล่าปี่สามารถหายใจได้ด้วยตนเอง มีเมืองเกงจิ๋วซึ่งเป็นหัวเมืองใหญ่เป็นที่มั่น มีเสบียงพร้อม มีกำลังทหารเพิ่มขึ้น จากที่เคยเป็นรองในทุกๆก๊กบัดนี้เล่าปี่ได้ยกความยิ่งใหญ่เทียบเท่าก๊กซุนกวนได้แล้ว แต่ก็ยังคงมิอาจชนะโจโฉได้ ยังไงก็ตามก็ยังสามารถตั้งรับสู้กับโจโฉได้

สถานการณ์เล่าปี่ตอนนี้ก็คือ "ผู้ไม่แพ้ แต่ก็ยังไม่ชนะ" ยังคงต้องอาศัยก๊กซุนกวนมาช่วยเหลือ แต่ทางฝ่ายจิวยี่นั้นยังคอยหาโอกาสแย่งชิงเมืองเกงจิ๋วกลับคืน




ทางด้านซุนกวนนั้นยกทัพไปรบกับเตียวเลี้ยวยังมิรู้แพ้หรือชนะ จิวยี่เห็นว่าศึกติดพันมานานจึงส่งให้เทียเภาและโลซกยกทัพไปช่วยซุนกวน เตียวเลี้ยวซึ่งเป็นแม่ทัพยกทัพมาพร้อมกับ ลิเตียนและงักจิ้นมาเผชิญหน้ากับทัพของซุนกวน


ไทสูจู้จึงขออาสาออกไปรบกับเตียวเลี้ยว ไทสูจู้นั้นเป็นทหารที่มีฝีมือสามารถรบกับเตียวเลี้ยวได้อย่างสูสี อีกด้านกองทัพของลิเตียนและงักจิ้นก็เข้ารบกับเทียเภาและซุนกวน


ไทสูจู้ปะทะกับเตียวเลี้ยวอยู่นานแต่เห็นกองทัพของซุนกวนเสียทึจึงรีบไปช่วยซุนกวน หนีออกมาได้ ซุนกวนนั้นสุญเสียทหารเป็นอันมาก จึงเรียกแม่ทัพเข้ามาประชุม ทางด้านไทสูจู้นั้นบอกว่าบัดนี้มีคนเลี้ยงม้าของเตียวเลี้ยวโดนโบยเป็นอย่างหนักโดยไม่มีความผิด ซึ่งเพื่อนของคนเลี้ยงม้านั้นหนีออกมาได้จึงมาแจ้งแก่ไทสูจู้ ให้ยกทัพไปกำจัดเตียวเลี้ยวโดยมีพรรคพวกคนเลี้ยงม้าคอยเป็นไส้ศึก



ซุนกวนเห็นไม่มีทางใดแล้วจึงเห็นตรงกับความเห็นของไทสูจู้ จูกัดกิ๋นจึงทัดท้วงว่า อย่าประมาท เพราะเตียวเลี้ยวนั้นมีสติปัญญา แต่ไทสูจู้ได้ฟังก็ไม่พอใจจูกัดกิ๋นที่ดูถูกตน

ฝ่ายเตียวเลี้ยวเมื่อชนะศึกสงครามแต่ก็มิได้นิ่งนอนใจ พร้อมทั้งประกาศให้ทหารทุกคนฟังว่า

เตียวเลี้ยว : "อันธรรมดาการสงคราม ถ้าแพ้ก็อย่ามัวแต่เสียใจ แม้ได้ชัยชนะก็อย่าทะนงตน เวลาวันนี้เราได้ชัยชนะแก่ซุนกวนก่อน ครั้นประมาทซุนกวนมีใจเจ็บแค้นคิดเห็นว่าคงหาโอกาสโจมตีเรา"

จากนั้นเตียวเลี้ยวจึงตักเตือนทหารให้อยู่ในวินัยอย่าประมาท ทางด้านคนเลี้ยงมาดำเนินตามแผนสังหารเตียวเลี้ยวแต่ก็มิสำเร็จ จึงโดนเตียวเลี้ยวสังหาร ทางด้านไทสูจู้เห็นกองไฟเป็นสัญญาณคิดว่าเป็นแผนของคนเลี้ยงม้า จึงยกทัพเข้าไปแต่โดนทหารของเตียวเลี้ยวล้อม ระดมยิงเกาทัณฑ์ จำนวนมากใส่ ไทสูจู้พยายามปัด แต่เกาทัณฑ์นั้นพุ่งเข้ามามาก ทำให้ไทสูจู้โดนเกาทัณฑ์ยิงเข้าไปหลายดอก



ไทสูจู้ตีแหวกวงล้อมออกมา แต่ลินเตียนงักจิ้นก็ไล่ตามตีไม่หยุด ซุนกวนเห็นไทสูจู้เสียทีจึงสั่งให้ ตังสิดและลกซุนไปช่วย ไทสูจู้กลับมาไว้ได้


ซุนกวนเห็นไทสูจู้มีบาดแผลสาหัสนักก็รู้สึกเสียใจ เตียวเจียวเห็นสถานการณ์ไม่ดี จึงแจ้งว่า บัดนี้กองทัพเราสูญเสียทหารเป็นอันมาก ทั้งไทสูจู้ก็บาดเจ็บ ควรชอบที่จะยกทัพกลับเมืองกังตั๋งเสียก่อน ซุนกวนจึงเห็นด้วยและยกทัพกลับทันที

ไทสูจู้เมื่อกลับมาถึงเมืองหลวงอาการก็ไม่ดีขึ้นโดนพิษเกาทัณฑ์ ซุนกวนจึงมาพบกับไทสูจู้โดยด่วน ไทสูจู้เห็นว่าตัวเองจะไม่รอดจึงรำพันกับเตียวเจียวว่า

ไทสูจู้ : "อันชายชาติทหารจะตายในสนามรบนั้นก็ไม่เสียดายชีวิต แต่ไหนเลยตัวเราถึงสิ้นอายุไขเสียยังหนุ่ม"

แล้วไทสูจู้ก็สิ้นใจ... ซุนกวนเสียใจเป็นอันมากที่ยอดขุนพลที่ซุนเซ็กพี่ชายได้ฝากไว้ให้นั้นต้องจบชีวิตลง



วิเคราะห์
ซุนกวนผู้นำหนุ่มนั้น ยังอ่อนประสบการณ์การสงครามยิ่งนัก เมื่อเทียบกับโจโฉและเล่าปี่แล้ว ยังถึงว่าห่างชั้นกันมาก แต่กระนั้นเองซุนกวนนั้นมีลูกน้องฝึมือดีหลายคนทั้งบุ๋นและบู้ ตัวไทสูจู้เองก็เป็นทหารที่มีฝีมือดี เคยรบสูสีกับซุนเซ็กพี่ชายซุนกวนมาแล้ว แต่อย่างไรก็ตามไทสูจู้นั้นมีฝีมือเก่ง แต่สติปัญญาในการทำสงครามนั้นยังห่างชั้นกับจิวยี่เป็นอันมาก จูกัดจิ๋นที่พอมีสติปัญญาอยู่บ้างคอยตักเตือนแต่ก็ไม่ฟัง แต่จูกัดกิ๋นก็มิได้แนะนำทางออกแต่อย่างใด ทำให้ซุนกวนนั้นหมดที่พึ่งจึงรับฟังความเห็นของไทสูจู้ ตัวไทสูจู้เองก็มิได้โชคโชนสงครามเมื่อเทียบกับเตียวเลี้ยวจึงทำให้เตียวเลี้ยวนั้นมีชัยชนะ จนทำให้ไทสูจู้ต้องจบชีวิตลง..

Monday, October 7, 2013

#214 อุ๋ยเอี๋ยนคนเนรคุณ?

อุ๋ยเอี๋ยน

อุยเอี๋ยนซึ่งเมื่อก่อนนั้นเคยรับราชการกับเล่าเปียว เมื่อครั้งเล่าปี่หนีทัพโจโฉมาที่เมืองเกงจิ๋ว อุ๋ยเอี๋ยนนั้นเป็นคนขัดคำสั่งชัวมอและก็เปิดประตูเมืองต้อนรับเล่าปี่ แต่ชัวมอไม่ยอม อุ๋ยเอี๋ยนกับชัวมอจึงรบกัน หลังจากนั้นมาอุ๋ยเอี๋ยนจึงนี้มาอยู่กับฮันเหียนจนถึงทุกวันนี้ (อ่านตอนที่อุ๋ยเอี๋ยนพบเล่าปี่ครั้งแรก)

อุ๋ยเอี๋ยนนั้นนับถือฮองตงเป็นอย่างมาก เห็นฮองตงถูกสั่งประหาร อุ๋ยเอี๋ยนไม่พอใจจึงบุกเข้าไปลานประหารเพื่อช่วยชีวิตฮองตง อุ๋ยเอี๋ยนนั้นรักใคร่ในขุนพลที่มีฝีมือดีอย่างฮองตงจึงได้ช่วยเหลือไว้ อุ๋ยเอี๋ยนรู้ข่าวว่าเล่าปี่สั่งให้กวนอูมาตีเมืองเตียงสาก็ยินดีเข้าร่วมด้วย เพราะตนนั้นก็ต้องการทำราชการกับเล่าปี่ อุ๋ยเอี๋ยนจึงทำการรัฐประหารยึดอำนาจเมืองเตียงสาไว้ โดยประกาศว่า


อุ๋ยเอี๋ยน : "ฮันเหียนนั้นเป็นคนหยาบช้าขี้ข้าโจโฉ บัดนี้พระเจ้าอาเล่าปี่ยกทัพลงมาปราบ ใครที่ต้องการเข้าด้วยกับเล่าปี่ให้มาอยู่ข้างเดียวกับตนร่วมมือกำจัดฮันเหี๋ยน"

เหล่าทหารและชาวบ้านต่างก็ไม่พอใจฮันเหียนเป็นทุนเดิมแล้ว เมื่อเห็นอุ๋ยเอี๋ยนเสนอก็พากันเห็นด้วย ฝ่ายฮองตงเห็นเหตุการนี้เกิดขึ้นจึงรีบไปห้ามปรามอุ๋ยเอี๋ยน แต่อุ๋ยเอี๋ยนไม่ฟัง ทุกคนล้วนโกรธแค้นฮันเหียนเป็นอันมากจึงมากันเข้าไปสังหารฮันเหียนแล้วนำหัวไปมอบให้แก่กวนอู

กวนอูเห็นดังนั้นก็ยินดีเป็นอันมากอีกทั้งยังจำอุ๋ยเอี๋ยนได้เมื่อครั้งที่เมืองเกงจิ๋วที่ได้ช่วยเหลือเล่าปี่ กวนอูจึงส่งจดหมายไปให้เล่าปี่และขงเบ้งว่าบัดนี้ อุ๋ยเอี๋ยนแปรพักเข้ากับเราพร้อมทั้งตัดหัวฮันเหียนมีความดีความชอบยิ่งนัก


เล่าปี่และขงเบ้งได้เข้ามาถึงเมืองเตียงสา จึงถามกวนอูเกี่ยวกับฮองตงว่า บัดนนี้ฮองตงอยู่ที่ใด กวนอูจึงว่า ฮองตงนั้นหลังจากที่อุ๋ยเอี๋ยนยึดอำนาจได้แล้วจึงลากลับไปที่พักและไม่ยอมออกมา เล่าปี่ได้ฟังเช่นนั้นก็รู้ว่าฮองตงนั้นไม่สามารถรักษาเมืองได้จึงรู้สึกผิด เล่าปี่จึงเดินทางไปหาฮองตงด้วยตนเอง และได้พูดผูกใจฮองตง ฮองตงเสียใจที่รักษาเมืองไม่ได้และเห็นเล่าปี่นั้นมีความสุภาพและเคารบตนพร้อมทั้งเปี่ยมด้วยคุณธรรม ทั้งที่ตนเป็นศรัตรูจึงซึ่งน้ำใจเล่าปี่ เล่าปี่จึงชวนฮองตงมาทำราชการด้วยในบัดนั้น

หลังจากนั้นกวนอูจึงพาอุ๋ยเอี๋ยนมารับความดีความชอบที่สังหารฮันเหียนแล้วยอมเข้าร่วมด้วยกับเล่าปี่ ขงเบ้งฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้วจึงว่า


ขงเบ้ง : "ทหาร.....นำตัวอุ๋ยเอี๋ยนไปตัดหัว"

เล่าปี่ : "อุ๋ยเอี๋ยนได้สังหารฮันเหียนมีความชอบช่วยเหลือเรา ท่านสั่งให้ทหารนำอุ๋ยเอี๋ยนไปตัดหัวนี้ด้วยความผิดประการใด?"

ขงเบ้ง : "อุ๋ยเอี๋ยนนั้นกินข้าวแดงแกงร้อนเค้า แถมยังฆ่าเค้าอีก เป็นคนเนรคุณคน อาศัยแผ่นดินเค้าอยู่แล้วกลับแย่งยิงไปให้คนอื่น ไม่มีความซื่อสัตย์ ไม่กตัญญู ซึ่งจะเลี้ยงไว้ไม่ได้ นานไปอุ๋ยเอี๋ยนจะทรยศเรา"

เล่าปี่ : "ที่ท่านว่านั้นมันก็จริง หากฆ่าอุ๋ยเอี๋ยน ในภายภาคหน้าใครหล่ะจะอยากเข้าด้วยกับเรา ท่านโปรดไว้ชีวิตอุ๋ยเอี๋ยนสักครั้ง"

ขงเบ้งทำหน้าหนักใจแต่ก็มิได้พูดประการใดและคิดว่าตนนั้นจะสามารพเอาอุ๋ยเอี๋ยนอยู่จึงบอกต่อไปว่า

ขงเบ้ง : "ต่อไปนี้ หากเจ้าทรยศนายเรา เราจะตัดหัวเจ้าทิ้งเสีย"

อุ๋ยเอี๋ยนได้ฟังขงเบ้งพูดเช่นนั้นก็ดีใจและรับปาก

วิเคราห์
ตอนนี้จะข้ามไปยังมิได้ ต้องมาวิเคราะห์กันซักหน่อย
หากถามว่าอุ๋ยเอี๋ยนนั้นผิดหรือไม่?

ผมขอตอบว่าก็ผิดครึ่งหนึ่ง จริงอย่างที่ขงเบ้งบอกกินข้าวแดงเค้ายังฆ่าเค้าอีก ในสถานการเช่นนั้นมันก็คิดยากเหมือนกันนะครับ ลองนึกดูว่าถ้าโจรให้ข้าวเรากิน เราจะเรียกตำรวจมาจับโจรหรือไม่ ถ้าไม่เรียกโจรก็คงฆ่าคนหรือทำมิดีเป็นแน่นอน เมื่อวิเคราะห์แล้วอุ๋ยเอี๋ยนช่วยเหลือประชาชนนั้นถูกต้องแล้ว แต่การที่ฆ่าฮันเหียนน่าจะผิด ควรจับตัวฮันเหียนแล้วให้เล่าปี่จัดการก็ว่าไป ต้องอุเบกขาเข้ามาช่วย

ฝ่ายขงเบ้งเองก็คงรู้สึกไม่กินเส้นกับอุ๋ยเอี๋ยนด้วยกระมัง ฟ้าส่งขงเบ้งมาเกิดไหงส่งอุ๋ยเอี๋ยนมาเกิดด้วย เหมือนกับการรบหลายๆครั้งที่มีไส้ศึกช่วยเหลือแต่ใน case นี้อุ๋ยเอี๋ยนคงทำโหดเกินไป

ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ขงเบ้งไม่ยอมรับในอุ๋ยเอี๋ยนคือ อุ๋ยเอี๋ยนนั้นมีโหงวเฮ้งไม่ดี มีแววว่าจะเนรคุณคน บวกกับความไม่กินเส้นกันและความโหดของอุ๋ยเอี๋ยน ทำให้ขงเบ้งจึงต้องสั่งให้อุ๋ยเอี๋ยนไปประหาร

Sunday, October 6, 2013

#213 สองขุนพล กวนอู vs ฮองตง



เตียวหุยยกทัพมาตีเมืองบุเหลง ที่กิมสวนรักษาอยู่ เตียวหุยยกทัพไปได้ไม่นานก็สามารถยึดเมืองบุเหลงได้ จึงส่งจดหมายส่งไปให้เล่าปี่และขงเบ้ง เล่าปี่และขงเบ้งรู้ข่าวก็ยินดี จึงรีบเดินทางมา


จากนั้นเล่าปี่จึงส่งข่าวไปบอกกวนอูรักษาอยู่ที่เมืองเกงจิ๋วว่า บัดนี้จูล่งและเตียวหุยได้ยินเมืองฮุนเอี๋ยงและเมืองบุเหลงได้แล้ว ตอนนี้กำลังเตรียมการยึดเมืองเตียงสา กวนอูได้ข่าวถึงกับนั่งไม่ติด อยากจะออกไปทำผลงานบ้าง จึงรีบไปพบเล่าปี่และขออาสาไปตีเมืองเตียงสา เล่าปี่ได้ยินเช่นนั้นก็ยินดีจึงให้เตียวหุยไปรักษาเมืองเกงจิ๋วแทนกวนอู

ขงเบ้งจึงอธิบายสถานการให้กวนอูฟังว่า "อันเมืองเตียงสานี้ฮันเหียนปรกครองอยู่ ฮันเหียนเป็นคนหยาบช้า ประชาชนทั้งปวงไม่ชอบ แต่ว่าฮันเหียนนั้นมีขุนพลมือดีคนหนึ่งชื่อ ฮองตง อายุ 60 ปีแล้วแต่ฝีมือยังกล้าแข็งนัก  สามารถยิงเกาทัณฑ์ได้แม่น ซึ่งท่านจะยกทัพไปตีเมืองเตียงสานี้จึงขอให้ระวังตัวด้วย"

ขงเบ้งนั้นมีข้อมูลการรบครบถ้วนดั่งตำราพิชัยสงครมที่ว่า "รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง" ขงเบ้งจึงว่าจูล่งและเตียวหุยได้ขอทหาร 3 พันคนไปทำการ ครั้งนี้กวนอูจะว่ายังไง


กวนอูจึงว่า : "ข้าพเจ้าไม่จำเป็นต้องเอาทหารไป 3000 คนเหมือนกับเตียวหุยจูล่ง แต่ขอเพียงทหาร 500 คนข้าพเจ้าก็จะสามารถชนะฮองตงและยึดเมืองได้"

เล่าปี่และขงเบ้งพากันทัดท้วงให้กวนอูอย่าประมาทและให้เอาทหารไปเพิ่ม แต่กวนอูก็ยังเสียงแข็งที่จะยกไปเพียง 500 คน

ทุกคนต่างก็รู้ว่ากวนอููนั้นมีฝีมือเก่งกาจมาก แต่ข้อเสียของกวนอูมักที่จะชนะและต้องการเหนือกว่าคนอื่น ซึ่งเป็นข้อดีของกวนอู แต่ก็มักจะทำให้กวนอูนั้นประมาทอยู่บ่อยๆ



จากนั้นกวนอู กวนเป๋งและจิวฉอง ก็เดินทัพไปยังเมืองเตียงสา ฮันเหียนรู้ข่าวก็ยกทัพออกมารบ แต่ก็มิสามารถสู้กวนอูได้ ฮันเหียนเห็นท่าไม่ดีจึงสั่งให้ฮองตงไปรบกับกวนอู



ฮองตงและกวนอูได้พบหน้ากัน ต่างกันต่างได้ยินชื่อเสียงซึ่งกันและกัน และดูองอาจทั้ง 2 คน จากนั้นทั้ง 2 คนก็เข้ามาสู้กันอย่างสูสี คุณผู้อ่านก็คงรู้ดีว่ากวนอูนั้นมีฝีมือเก่งกาจ แม้น ฮัวหยง งันเหลียง บุนทิว ที่ว่าเก่งกาจกลับต้องจบชีวิตแก่กวนอูในพริบตา ซึ่งฮองตงขุนพลเฒ่าผู้นี้ได้รบกับกวนอูอย่างสูสี นับว่าเป็นขุนพลที่มีฝีมือเก่งกาจมากในสามก๊ก

ฮองตงนึกในใจ : "ตั้งแต่รบมายังไม่เคยรบกับใครได้สูสีเท่านี้มาก่อน"

กวนอูนึกในใจ : "ฮองตงนั้นแก่ขนาดนี้แล้วฝีมือยังเก่งกาจมาก นอกจากลิโป้แล้วยังไม่เห็นมีผู้ใดเก่งปานนี้"


ทั้งสองคนรบกันเป็นเวลานาน ฮันเหียนเห็นว่าฮองตงนั้นแก่กว่า กลัวจะหมดแรงจึงสั่งให้ทหารตีกลองถอยทัพ กวนอูและฮองตงต่างก็พากันถอย เช้าวันรุ่งขึ้นกวนอูจึงมาท้าฮองตงรบใหม่อีกครั้ง ทั้งสองคนต่างก็ใช้ง้าวรบกันอย่างสูสี เพลงง้าวกวนอูนั้นยังไม่สามารชนะเพลงง้าวของฮองตงได้

ทันใดนั้นม้าของฮองตงนั้นสะดุดหินล้มลงง้าวหลุดจากมือ กวนอูเข้าถึงตัวฮองตงแต่มิได้สังหารฮองตง

กวนอู : "เราไม่สังหารคนที่ไม่มีอาวุธอยู่ในมือ จงกลับไปเถิด พรุ่งนี้ค่อยเปลี่ยนม้าแล้วมารบกันใหม่"

ทั้งสองคนต่างก็ลากลับค่ายของตน ฮันเหียนเห็นฮองตงเสียทีก็โกรธฮองตงเป็นอันมาก ฮันเหียนจึงสั่งให้ฮองตงนั้นยิงเกาทัณฑ์ใส่กวนอู เนื่องจากว่าฮองตงผู้นี้มีชื่อเสียงในด้านการยิงเกาทัณฑ์เป็นอันมาก ฮองตงได้ยินเช่นนั้นก็รับปาก

เช้าวันต่อมาทั้งคู่จึงออกมารบกันอีกครั้ง ทั้งคู่ใช้ง้าวพาดเหวี่ยงกันสูสีเช่นเคย พอรบกันไปได้สักพักฮองตงจึงแกล้งหนี กวนอูจึงตามไปจนเข้าระยะยิงเกาทัณฑ์ ฮองตงเห็นว่ากวนอูมิรู้กลจึงใช้นิ้วดีดสายเกาทัณฑ์ กวนอูเห็นจึงหลบ แต่ก็ไม่พบลูกเกาทัณฑ์ ฮองตงเห็นว่ากวนอูยังตามอยู่จึงใช้นิ้วดีดสายเกาทัณฑ์รอบที่สองเพื่อเตือน กวนอูก็หลบเช่นเคยแต่ไม่พบลูกเกาทัณฑ์

ครั้งที่สามฮองตงใช้ลูกเกาทัณฑ์จริงเล็งไม่ที่กวนอู แต่ฮองตงสำนึกบุญคุณในน้ำใจที่กวนอูไม่สังหารตนเมื่อวานนี้ ฮองตงจึงตัดสินใจยิงเกาทัณฑ์ไปที่หมวกกวนอู กวนอูโดนเกาทัณฑ์ยิงใส่หมวกก็ตกใจ ได้เห็นความแม่นยำของฮองตงอย่างสมคำล่ำลือ แล้วตนก็รู้ว่าฮองตงนั้นแกล้งยิงพลาดเพื่อทดแทนบุญคุณตน จึงซึ้งน้ำใจฮองตงเช่นกัน


ฝ่ายฮันเหียนเห็นฮองตงยิงพลาดก็สงสัยว่าฮองตงนั้นมีใจออกห่างจึงสั่งให้ทหารนำตัวฮองตงไปประหารชีวิต

วิเคราะห์
การสู้รบระหว่าง 2 ขุนพลนี้ช่างสูสีกันเหลือกัน หลายคนถามว่าใครเก่งกว่ากัน แหม ตอบยากเหมือนกันนะ แต่เมื่อวิเคราะห์ดีๆแล้วผมว่า ฮองตงเก่งกว่า ถึงแม้ในใจผมจะชอบกวนอูด้วนก็เหอะ มาดูผมวิเคราะห์กัน

1.ฮองตงนั้นแก่กว่า แต่สามารถต้านทานพลังหนุ่มได้
2.ฮองตงใช้ม้าธรรมดาในการรบ แต่กวนอูใช้มาเซ็กเธาว์เทพเจ้าม้าแห่งตำนานที่มีความเร็ว ความอึดและความแข็งแกร่งสูง
3.ฮองตงมีความเหนือกว่าทางด้านการยิงเกาทัณฑ์ ผมไม่แต่ใจว่าหากคนยิงเกาทัณฑ์กับคนง้าวมาสู้กัน คนเกาทัณฑ์จะขี้โกงกว่าหรือปล่าว? แต่ยังไงก็ตามเหมืองว่าฮองตงนั้นได้ทั้งง้าวและเกาทัณฑ์ ก็ดูเหมือนจะครบเครื่องกว่า

แต่ถ้าหากความเป็นผู้นำ นำทัพทำศึก ผมว่ากวนอูน่าจะพร้อมกว่าในหลายๆด้านเช่นกัน ต่างคนต่างเก่งคนละแบบแต่ดูจากในวรรณกรรมหลายๆตอน กวนอูมักจะแสดงความเก่งกาจอยู่เสมอๆ

ท้ายสุดขอฟันธงอย่างลำเอียงซูฮกกวนอูว่าเจ๋งกว่าหล่ะกันครับ :)

คุณผู้อ่านคิดยังไงกันครับ ช่วยกันออกความเห็นคิดวิเคราะห์กันลง comment กันได้นะครับ จะได้มุมมองในหลายๆแบบ