Sunday, January 27, 2013

วิเคราะห์การตายของ บังทอง



ท่านที่อ่านสามก๊กคงรู้ว่าว่า บังทอง หรือ ฮองซู คือปราชญ์ผู้พลิ๊กแผ่นดินในสามก๊ก ที่มีความสามารถพอๆกับ ฮกหลง ขงเบ้ง เลยก็ว่าได้ แต่หลายคนก็ถามว่า ทำไม!!!! บังทองถึงตายเร็วจัง
ผมไม่รู้ว่าประวัติศาสตร์จะพูดยังไงนะครับ แต่ที่เคยๆอ่านเค้าบอกว่า บังทองนั้นมิได้ริษยาขงเบ้งเลย อีกทั้ง "เนินหงษ์ร่วง" นั้นไม่มีจริง ผู้เขียนแต่งเติมเพื่อเป็นสีสัน ผมเองก็อ่อนประวัติศาตร์
ผมจะวิเคราะห์ตามวรรณกรรมหล่ะกันครับ

การตายของบังทองนั้น แฟนๆนักอ่านสามก๊ก วิเคราะห์ได้หลากหลายมุมมากกกกก ถ้าถามผมว่าอันไหนจริงไม่จริง ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ผมว่ามันคือวรรณกรรมที่ให้ผู้อ่านสามารถออกความคิดเห็นกับเหตุการณ์นั้นๆได้หลายๆมุม


ท้าวความนิดนึง
เล่าปี่ได้พบกับสุมาเต๊กโช แล้วสุมาเต๊กโชได้แนะนำให้เล่าปี่ว่า หากได้ ฮกหลง และ ฮองซู คนใดคนหนึ่งมาทำราชการด้วย จะสามารถรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งได้ ซึ่งเล่าปี่เองได้ตัวฮงหลง ขงเบ้งมาร่วมก๊กก่อน
ในช่วงศึกเซ็กเพ็กนั้น ฮองซู บังทองก็ปรากฎกายขึ้นมา ออกอุบายให้โจโฉผูกเรือแล้วจิวยี่ก็เผาทัพโจโฉ หลังจากสงครามนั้นจบลงบังทองได้ขอเข้ารับราชการกับซุนกวน แต่ซุนกวนนั้นไม่ชอบบุคลิคของบังทอง จึงทำให้บังทองต้องไปอยู่กับเล่าปี่


ก่อนที่บังทองจะไปอยู่กับเล่าปี่นั้น ขงเบ้งเคยเขียนจดหมายให้บังทองว่า หากวันใดได้มาพบเล่าปี่ให้เอาจดหมายนี้ให้แก่เล่าปี่ พูดง่ายก็คือขงเบ้งนั้นร๊อบบี้ให้แทนเท่านั้นเอง
หลังจากที่บังทองนั้นได้เข้ามาทำราชการกับเล่าปี่ที่เมืองเกงจิ๋วนั้น แผนต่อไปของขงเบ้งคือยืดเมือเสฉวน โดยให้บังทองได้ติดตามเล่าปี่ไปออกอุบาย เพื่อที่จะได้สร้างผลงาน
บังทองก็ได้เจอความเอาแต่ใจของเล่าปี่เช่นเดียวกับที่ขงเบ้งได้เจอมา จนทำให้เล่าปี่เข้าตาจน บังทองได้เสนออุบายให้แก่เล่าปี่ แต่เล่าปี่ก็ยังต้องการคำปรึกษาจากขงเบ้งอยู่ดี จึงทำให้บังทองเกิดความริษยาขงเบ้งจนเกิดความใจร้อนตัดสินใจ
ก่อนวันที่บังทองจะตาย บังทองได้ตกม้า เล่าปี่จึงเปลี่ยนม้ากับบังทอง บังทองได้แยกทางกับเล่าปี่ไปคนละเส้นทาง บังทองได้เข้าเขตชัยภูมิแห่งความตาย ทางคับแคบ ซึ่งเป็นความประมาทของบังทองที่ไม่รู้ชัยภูมิ
จึงทำให้บังทองถูกทหารเมืองเสฉวน รุมยิงเกาฑัณใส่โดยคิดว่าบังทองเป็นเล่าปี่ จนบังทองต้องถึงแก่ความตายที่เนินหกร่อง....



มาวิเคราะห์กัน

1.บังทองใจร้อนจึงตาย
ผู้เขียนอาจจะตักเตือนกับเหล่านักปราชญ์ผู้เก่งกาจทั้งหลายให้รู้ว่า 4 เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง ขนาดคนเก่งอย่างบังทองและขงเบ้งยังพลาด ประสาอะไรคนธรรมดาๆอย่างเราๆ
ก่อนพระพุทธเจ้าจะปรินิพพานได้เคยตรัสไว้ว่า "ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา จงอย่าตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท"
ซึ่งถ้าในสามก๊กบางฉบับที่เราๆอ่านกันจะบอกไว้ว่า บังทองนั้นใจร้อนและมีความริษยาขงเบ้ง ทั้งๆที่ขงเบ้งได้ตักเตือนอยู่หลายๆครั้ง ได้ทำให้บังทองผู้เก่งอาจถูกอำนาจความริษยามาครอบงำปัญญา
จึงทำให้ตัวเองต้องจบชีวิตลง

2.บังทองถูกขงเบ้งสังหาร
ประเด็นนี้ก็อาจเป็นได้ หากคนที่มีความสามารถพอๆกัน อยู่ในตำแหน่งเท่ากันแล้ว ยิ่งคนที่เก่ง ก็ยิ่งต้องการอยู่สูงกว่า ไม่มีใครอยากจะยอมใคร
แฟนๆสามก๊กบ้างก็วิเคราะห์ว่า ขงเบ้งได้เขียนจดหมายไปตักเตือนบังทองเพื่อที่ต้องการให้บังทองนั้นรู้สึกว่าขงเบ้งกำลังบงการตน และขงเบ้งเมื่อรู้ว่าถ้าทำเช่นนี้ บังทองจะเกิดความริษยาและใจร้อน
ทำให้ต้องจบชีวิต แล้วขงเบ้งจะได้เป็นใหญ่แต่ผู้เดียว ส่วนบางคนที่เห็นต่างประเด็นนี้ก็บอกว่า ขงเบ้งจะทำเช่นน้ันได้อย่างไร ในเมื่อขงเบ้งเองก็เป็นผู้ออกปากชวนบังทองไปทำงานด้วย

3.เล่าปี่สลับม้ากับบังทองเพื่อให้บังทองตายแทน
ประเด็นนี้ก็อาจจะเป็นได้หากคนที่ไม่ชอบเล่าปี่แล้วมักจะหาความร้ายกาจของเล่าปี่มาโจมตีต่างๆนาๆ หากให้ผมวิเคราะห์ ผมว่าจะเปลี่ยนม้าหรือไม่ คนที่ผ่านซอกเขานั้นคับแคบขนาดนั้นยังไงก็ตาย

4.บังทองตายเพราะฟ้าลิขิตไว้แล้ว
เนื่องจากบังทองได้ตายที่เนินหงส์ร่วง อาจเป็นสวรรค์ได้กำหนดไว้แล้วว่าบังทองจะต้องตายที่เนินแห่งนี้ หากแต่บังทองทำเต็มที่แล้ว ไม่ประมาท รอบคอบแล้วก็ยังตาย ก็อาจจะเป็นฟ้าลิขิตไว้แล้วก็ได้
ยกตัวอย่างเช่น เราขับรถตามกฎหมาย ระวังตัว ใจเย็น ขับไม่เร็ว แล้วจู่ๆไอ้รถเลนข้างๆ ซิ่งมาชนกันรถปลิวมาโดนเราตาย นี่แหละเค้าถึงเรียกว่าดวงถึงคาด

5.เพราะความรู้น้อย
สิ่งที่บังทองแตกต่างจากขงเข้งคือ ขงเบ้งจะรู้ภูมิศาสตร์รู้แผนที่ แต่บังทองไม่รู้อะไรเลย แถมยังเลือกเส้นทางผิด

6.บังทองตีความไม่เก่ง
แพเอี้ยวนักดูดวงชะตาเห็นพ้องต้องกันกับขงเบ้งเรื่องรางร้ายที่จะเกิดกับแม่ทัพ บังทองกลับมองว่าเป็นแม่ทัพของฝ่ายตรงข้าม แล้ววันก่อนที่บังทองจะตาย เล่าปี่ได้เล่าถึงนิมิตรความฝันว่ามีเทวดาเอาตะบองมาตีแขนซ้าย (บางตำราบอกแขนขวา) ซึ่งแขนทั้งสองหมายถึง ขงเบ้งและบังทอง แต่บังทองก็ยังไม่สามารถตีความนิมิตนั้นออกมาได้

บังทองเองเป็นคนมีความรู้แต่โหงวเฮ้งไม่ดีซุนกวนจึงไม่รับไว้ คนโหงวเฮ้งไม่ดีนี้ช่างอาภัพเสียจริงๆ..




Monday, December 17, 2012

#185 ขงเบ้งพบซุนกวน




เมื่อขงเบ้งเข้ามายังห้องว่าราชการ ในขณะที่กำลังรอซุนกวน โลซกก็เตือนขงเบ้งเป็นครั้งที่ 3 ความว่า "ท่านอย่าลืมเรื่องที่เราตกลงกันไว้เกี่ยวกับกองทัพโจโฉ ห้ามบอกว่ากองทัพของโจโฉมีจำนวนมากเป็นอันขาด" ขงเบ้งได้ฟังก็ทำทีพยักหน้ารับคำ


หลังจากนั้นซุนกวนก็เดินเข้ามาทุกคนต่างก็คำนับ ขงเบ้งเห็นซุนกวน มีนัยน์ตาดุจเพชร หนวดสีแสด ท่าทางองอาจสง่าผ่าเผยเป็นอย่างยิ่ง เห็นทีต้องพูดยั่วยุให้ซุนกวนโกรธน่าจะเป็นผลกว่าการพูดจาด้วยดีๆ หลังจากทักทายกันอย่างหอมปากหอมคอเสร็จแล้ว ซุนกวนผู้มีเมืองกังตั๋งเป็นเดิมพันครั้งนี้ร้อนอยู่กว่าขงเบ้ง ซุนกวนจึงรุกถามขงเบ้ง


ซุนกวน : "เราได้ยินชื่อเสียงของท่านอีกทั้งโลซกยังยกย่องท่าน โปรดขอให้ท่านได้ชี้แนะด้วย"

ขงเบ้ง : "ตัวเรานั้นมีสติปัญญาอันน้อยนิด มิกล้าชี้แนะท่านผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมืองกังตั๋งได้"

ซุนกวน : "เมื่อครั้นอยู่เมืองซินเอี๋ย ท่านได้สู้รบกับโจโฉหลายครั้ง ได้เผาทัพของโจโฉถึง 2 ครั้ง และยังไขน้ำแปะโหทำลายทัพโจโฉอันมากมาย ความสามารถของนั้นนี้ก็รู้อยู่แก่ใจ"

เป้าหมายของซุนกวนต้องการรู้ความลึกหนาบางของทัพของโจโฉแต่ขงเบ้งก็พยายมบ่ายเบี่ยงตอบไม่ตรงประเด็น

ขงเบ้ง : "ข้าพเจ้าทำศึกเช่นนั้นก็จริง แต่เมืองซินเอี๋ยนั้นเล็ก ทหารน้อย เสบียงน้อย คนน้อยไหนเลยจะสู้คนมากได้"

ซุนกวนก็ยังไม่รู้อีกว่าทหารของโจโฉนั้นมีมากน้อยเพียงใด อดใจไม่ไหวจึงถามขงเบ้งไปตรงๆ

ซุนกวน : "อันธรรมดาการสงครามน้อยแพ้มากเป็นเรื่องปรกติ แต่ข้าพเจ้าต้องการรู้ว่า ทหารของโจโฉนั้นมีมากน้อยเพียงใด"

ขงเบ้งได้โอกาสรุกเต็มที่จึงใส่เข้าไปเต็มๆโดยไม่สนใจเรื่องที่โลซกเตือนว่าห้ามพูดว่าทหารของโจโฉนั้นมีมาก

ขงเบ้ง : "ทหารโจโฉยกทัพมาทั้งทางบก ทางเรือ ทางอากาศเอ้ยไม่มี!! มีประมาณร้อยหมื่นเศษ!!!!"

โลซกได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจ จ้องหน้าขงเบ้งแต่ขงเบ้งเบือนหน้าหนีทำทีมองไม่เห็น ซุนกวนได้ยินเช่นนั้นก็รักษาอาการของความเป็น leader ไว้ได้แต่นิ่งไว้

ซุนกวน : "ไม่จริงหรอกมั้ง กองทัพของโจโฉมีมากขนาดเชียวเหรอ"

ขงเบ้ง : "จำนวนที่ข้าพเจ้าได้บอกท่านไปนั้นจะว่าไม่จริงก็หามิได้ โจโฉได้เมืองเฉงจิ๋ว เมืองกุนจิ๋ว มีทหารอยู่อยู่ 20 หมื่น รบชนะอ้วนเสี้ยวได้ทหารอ้วนเสี้ยวเมืองกิจิ๋วไว้อีก 60 หมื่น กลับมาเมืองฮูโต๋เกณทหารได้อีก 40 หมื่น ต่อมายึดเมืองเกงจิ๋วได้อีกมีทหารเพิ่มอีก 30 หมื่น รวมทั้งหมดได้ 150 หมื่น แต่ข้าพเจ้าบอกแค่เพียง 100 หมื่น ทั้งนี้เพื่อที่จะเอาใจชาวเมืองกังตั๋ง "

โลซกยิ่งฟังยิ่งตกใจโดยหวังว่าขงเบ้งจะพูดให้น้อยลงแต่ครั้งนี้ ยิ่งพูดยิ่งมาก ทำให้ทุกคนต่างก็ตกตะลึง ซุนกวนเองก็ตะลึงแต่ก็ยังรักษาฟอร์มผู้นำไว้อยู่ จากนั้นรุกถามข้อมูลจากขงเบ้งต่อไปว่า

ซุนกวน : "ทหารเอกของโจโฉที่มีฝีมือมีมากน้อยเพียงใด"

ขงเบ้ง : "ทหารเอกของโจโฉมีไม่น้อยกว่า 2000 คน"

ซุุนกวน : "เมื่อโจโฉยึดเมืองเกงจิ๋วได้ โจโฉจะทำอย่างไรต่อ"

ขงเบ้ง : "แน่นอน โจโฉยกทัพใหญ่มาเพียงนี้มิได้หวังแค่เมืองเกงจิ๋วแน่นอน บัดนี้โจโฉกำลังเตรียมทัพเรือเพื่อมายึดดินแดนกังตั๋งแน่นอน หมอลักษณ์ฟังธง"

ซุนกวนตกใจพร้อมกับขำมุกของขงเบ้ง แต่ก็ยังนิ่งรักษา image ของตนไว้และถามขงเบ้งกลับไปว่า

ซุนกวน : "โจโฉยกทัพมาครั้งนี้ จะสู้หรือยอมแพ้ดี"

ใจขงเบ้งเองต้องการที่จะเสนอให้ซุนกวนรบกับโจโฉแต่เพื่อไม่ต้องการเปิดเผยเป้าหมายของตนจึงพูดเชิงปัดๆไปว่า

ขงเบ้ง : "ข้าพเจ้าเป็นแค่แขก มิกล้าที่จะแนะนำ แต่หากจะเสนอไปก็เกรงว่าท่านจะระแวงแคลงใจ"

ขงเบ้งไม่ยอทซัดไปตรงๆ โดยวางค่ายกลให้ซุนกวนผู้ร้อนรนยิ่งอยากรู้เพิ่มขึ้นไปอีกมากกว่าเดิม

ซุนกวน : "ถึงแม้ว่าท่านจะเป็นแขก ข้าพเจ้าเห็นว่าท่านนั้นมีสติปัญญา มีความเห็นอย่างตรงไปตรงมาตามความเป็นจริง หากท่านว่าอย่างไรตัวเราก็เห็นอย่างนั้น"

ซุนกวนเปิดทางแถมยังทอดสะพานแบบนี้มาอีก หากเป็นทูตคนอื่นคงจะแนะนำให้ซุนกวนร่วมมือกับเล่าปี่แล้วเป็นแน่แท้ แต่หากขงเบ้งพูดเช่นนั้นไปก็จะเป็นกระเปิดเผยเจตนาออกไปจะเสียเชิงเอา ขงเบ้งจึงรุกด้วยการยั่วยุต่อไป

ขงเบ้ง : "อันโจโฉ เล่าปี่ และซุนเซ็กบิดาของท่าน ก็ได้ตั้งตัวมาพร้อมๆกัน โจโฉนั้นมีความเพียรและความสามารถจึงสามารถยึดดินแดน 2 ใน 3 ไว้ได้ ถ้าเห็นว่ากำลังของตนเองพอจะสู้โจโฉได้ก็ควรสู้ แต่ถ้าเห็นว่าสู้ไม่ได้ก็ควรเชื่อฟังเหล่าที่ปรึกษายอมแพ้แก่โจโฉเสียเถิด"

ขงเบ้งตอบไปแบ่งรับแบ่งสู้ กลางๆไปเพื่อโยนการตัดสินไปกลับไปยังซุนกวน โดยลูกล่อของขงเบ้งนั้น มิได้พูด โจโฉและซุนเซ็ก เพียง 2 คน แต่มีตัวละครเพิ่มขึ้นในประโยคนั่นคือ "เล่าปี่" เพียงเพื่อจะยกเพื่อเปรียบเทียบในประโยคต่อไป ขงเบ้งดูท่าทีซุนกวน ซุนกวนก็เงียบไม่ยอมเผยท่าที ขงเบ้งจึงสุมไฟอีกครั้ง

ขงเบ้ง : "อันฝ่ายที่ปรึกษาของท่านเห็นว่าควรที่จะยอมแพ้แก่โจโฉ ส่วนเหล่าขุนพลของท่านไม่ยอมแพ้และขอสู้ตายเพื่อบ้านเมือง หากท่านไม่ยอมตัดสินใจภัยไกล้มาถึงตัวโดยมิรู้ตัว"

ซุนกวน : "เป็นจริงอย่างที่ท่านกล่าว ว่าข้าพเจ้ายังลังเลว่าจะเลือกข้างไหน แต่ทำไมเล่าปี่นายท่านถึงไม่ยอมแพ้"

แล้วมันก็เป็นไปตามที่ขงเบ้งขาดหมายเข้าล็อกตามแผนที่ขงเบ้งวางไว้ ขงเบ้งจึงปล่อยขอไปเต็มที่

ขงเบ้ง : "อันเล่าปี่นายเรานั้นเป็นถึงพระเจ้าอาเชื้อสายพระเจ้าเหี้ยนเต้ มีสติปัญญาก็พอประมาณ ถึงแม้นจะสู้โจโฉมิได้ก็ไม่มีทางไปอ่อนน้อมแก่โจโฉเป็นอันขาด เกรงว่าจะเป็นที่ติเตียนขายขี้หน้าประชาชี"

ซุนกวนได้ฟังเช่นนั้นก็เข้าใจว่าขงเบ้งพยายามตำหนิซุนกวนทางอ้อมว่าสู้เล่าปี่ก็ไม่ได้ ซุนกวนโกรธสุดขีดแต่ก็รักษาอาการของความเป็นผู้นำ สะบัดแขนเสื้อแล้วเดินกลับเข้าไปข้างหลัง ฝ่ายขุนนางเห็นไม่เข้าใจอุบายของขงเบ้งก็พากันหัวเราะเยอะเย้อขงเบ้ง โลซกเห็นายของตัวเองโกรธจึงตำหนิขงเบ้ง ขงเบ้งเห็นโลซกโกรธก็หัวเราะแล้วตอบโลซกว่า

ขงเบ้ง : "อันที่เรากล่าวความทั้งนี้ก็เพื่อลองใจซุนกวนนายของท่าน หากซุนกวนนายของท่านมิรู้ดีรู้ชอบ การข้างหน้าก็คงจะไปไม่รอด เห็นซุนกวนนายของท่านโกรธแบบนั้นตัวเราก็จนใจ อันอุบายที่จะกำจัดโจโฉนั้นเราก็คิดไว้อยู่แล้ว ซุนกวนนายท่านไม่ถามเรา เราก็มิกล้าจะบอก"

ขงเบ้งหลอกลวงให้ซุนกวนโกรธจนหนีเข้าไปในถ้ำไปแล้ว ตอนนี้ขงเบ้งกำลังหลอกซุนกวนออกมาจากถ้ำอีกครั้ง เพื่อที่จะบอกให้ซุนกวนว่ากองทัพโจโฉมันมีมากนะ ให้จับมือกับเล่าปี่สู้โจโฉดีกว่า แต่ขงเบ้งจะไม่ยอมเป็นฝ่ายขอร้อง ขงเบ้งต้องการให้ฝ่ายซุนกวนนั้นเป็นฝ่ายขอร้อง หากเป็นเช่นนั้นฝ่ายเล่าปี่ก็มิได้มีศักดิ์เป็นผู้อาศัยอีกต่อไป



Friday, December 14, 2012

#184 ขงเบ้ง vs เทียตก


เทียตกจึงรีบสวนขึ้นมาว่า

เทียตก : "ความอันขงเบ้งท่านเจรจาช่างวางกล้ามใหญ่โตยิ่งนัก ข้าพเจ้าเกรงว่าเวลาทำเข้าจริงจะไม่เหมือนดังที่ปากว่า ถึงแม้ข้าจะเป็นผู้น้อย เอาการงานอันใดมิได้ก็จะพลอยหัวเราะเยาะเอาได้"

เทียตกโจมตีขงเบ้งด้วยคำโบราณขงเบ้งจึงอ้างคำโบราณมาแก้ต่าง

ขงเบ้ง : "อันลักษณะคนเอาการมิได้นั้นมีสองประการ 1 คือเอาการไม่ได้มีความมานะสนองคุณเจ้า เจียมตัว ถึงว่าดี ส่วนเอาการไม่ได้ประการ 2 คือ พูดจาโจกเจกเล่นไปวันๆหาแก่นสาร ทำอะไรไม่เป็นซักอันคนพวกนี้ถือว่าชั่วนัก ซึ่งท่านจะเก็บเอาคำคนโบราณมาเจรจาด้วยเรานั้นจะประโยชน์อันใด"

โลซกเห็นเหล่าขุนนางที่ปรึกษาต่างก็โต้เถียงกับขงเบ้งกลัวว่าจะไปกันใหญ่ โลซกจึงออกมาหาคนมาช่วย ทันใดนั้นได้ไปเจอกับ อุยกาย แม่ทัพใหญ่คนเก่าคนแก่ คนสำคัญคนหนึ่งของกังตั๋ง ซึ่งรับราชการเมืองกังตั๋งตั้งแต่ครั้งซุนเกี๋ยน โลซกจึงเล่าความให้อุยกายฟังทุกประการ จากนั้นอุยกายจึงเดินกลับมาพร้อมกับโลซกพร้อมทั้งตะโกนขึ้นมาว่า

อุยกาย : "เหลวไหลสิ้นดี เหลวไหลสิ้นดี พวกท่านช่างไร้มารยาทต่อแขกเมือง ทำให้เสื่อมเสียเกียรติภูมิของซุนกวนนายเรายิ่งนัก โจโฉกำลังเตรียมจัดเตรียมทัพมาบุก ทุกคนควรคิดอ่านหาทางช่วยเมืองกังตั๋งให้ปลอดภัย ยังมีหน้ามา ตีถ้อยร้อยคำกันด้วยเรื่องเหลวไหลไร้สาระ"

ทุกคนที่ได้ยินอุยกายพูดก็เงียบลง เพราะต่างคนต่างก็เกรงใจขุนพลเก่าแก่ 3 แผ่นดินผู้นี้ จากนั้นอุยกายก็มาคำนับขงเบ้งแล้วพูดกับขงเบ้งว่า



อุุกาย : "แม้ว่าข้าพเจ้าจะได้ยินการสนทนาเพียงบางส่วนแต่ก็ได้สัมผัสถึงภูมิปัญญาอันลึกซึ้งของท่าน ท่านควรจะเก็บวาจาที่เป็นประโยชน์นี้ไปคุยกับซุนกวนนายเราเห็นจะชอบกว่า หาควรที่จะเปลืองน้ำลายโต้เถียงกับคนอื่นไม่"

ขงเบ้ง : "อันที่ปรึกษาเหล่านี้ต่างก็สงสัย เราก็แค่ชี้แจงให้กระจ่างก็เท่านั้นเอง"

ขงเบ้งเดินไปถึงหน้าประตูได้พบกับจูกันกิ๋นพี่ชายตนก็ทักทายกันตามธรรมเนียม



จูกัดกิ๋น : "เจ้าเดินทางมาเมืองกังตั๋งครั้งนี้ เหตุไฉนจึงไม่ไปเยี่ยมเยียนพี่ก่อน"

ขงเบ้ง : "ข้าพเจ้าเดินทางมาเมืองกังตั๋งครั้งนี้เป็นด้วยราชการในเล่าปี่นายเรา ซึ่งชอบที่จะทำหน้าที่ให้เสร็จเสียก่อนค่อยไปเยี่ยมพี่ ยังไงขอให้ท่านพี่จงอภัยให้แก่เราด้วย"

จูกัดกิ๋น : "ถ้าเช่นนั้นก็ดีแล้ว เมื่อเสร็จการแล้วค่อยมาสนทนากันให้เป็นที่สบายใจ"

จากนั้นอุยกายจึงพาขงเบ้งเข้าไปพบกับซุนกวน นับเป็นว่า ขงเบ้งชนะศึกสงครามทูตยกที่ 2 กับเหล่าขุนนางเมืองกังตั๋งแล้ว ต่อไปยกที่ 3 ต้องไปพบกับพญาพยัคฆ์แห่งแยงซีรุ่นที่ 3 ซุนกวน


Tuesday, December 11, 2012

#183 ขงเบ้ง vs ลกเจ๊ก & เหยียมจุ้น


ฝ่ายลกเจ๊กที่ปรึกษาของซุนกวนอีกคนถือโอกาสแจ้งเกิดบ้าง

ลกเจ็ก : "อันโจโฉนั้นเห็นว่าหยาบช้า แอบรับสั่งพระเจ้าเหี้ยนเต้ เที่ยวปราบปรามบ้านเมืองทั้งปวงให้แผ่นดินเดือดร้อนก็จริง แต่โจโฉนั้นเป็นถึงเชื้อสายขุนนางมาแต่ก่อน อันเล่าปี่นี้อ้างว่าเป็นเชื้อราชวงศ์ แท้จริงแล้วเป็นแค่คนทอเสื่อขาย ควรหรือไม่ที่จะไปสู้กับโจโฉ"

ขงเบ้งจับ keyword ของลกเจ๊กได้ว่า ลกเจ๊กนั้นโจมตีเล่าปี่ในด้านฐานนะและตระกูล ก็เลยคิดจะแก้เผ็ดลกเจ็ก

ขงเบ้ง : "ท่านนี้หรือชื่อว่าลกเจ๊ก เมื่อยังเป็นเด็กเคยไปลักส้มงานเลี้ยงของอ้วนสุดไปให้มารดา นั่งลงเถิดเราจะเจรจาด้วย"

ลกเจ็กรู้สึกเสียหน้าที่โดนขงเบ้งขุดประวัติขึ้นมาแฉ เพราะเมื่อครั้งยังเด็กลกเจ็กเองก็มิได้มีฐานะดีเท่าไหร่

ขงเบ้ง : "ซึ่งท่านนับถือโจโฉว่าเป็นเชื้อสายของโจฉำก็จริง ตระกูลของโจโฉมีความดีความชอบเป็นอันมาก แต่โจโฉนั้นเป็นคนเสียชาติเสียตระกูล มิได้ประพฤติตามประเพณี ส่วนเล่าปี่นั้น พระเจ้าเหี้ยนเต้ตรวจพงศาวดารเล่าปี่จริงแถมนับถือเล่าปี่เป็นพระเจ้าอา แต่ก่อนพระเจ้าฮั่นโกโจก็มิได้เป็นตระกูลใหญ่แต่มีความเพียรจะได้เห็นฮ่องเต้ ตัวท่านทำตัวเป็นเด็กอย่ามาพูดเลย"

ฝ่ายเหยียมจุ้นซึ่งเป็นปรึกษาของซุนกวนอีกคนถือโอกาสดับเอ้ยแจ้งเกิดบ้างอีกคน

เหยียมจุ้น : "อันวาจาที่ท่านกล่าวทั้งนี้ล้วนเป็นเรื่องที่โต้เถียงกัน ไร้สาระ ซึ่งหาแก่นสารมิได้ ซึ่งในการปกครองบ้านเมืองนั้นท่านอาศัยคัมภีร์บทกฎหมายเล่ใด"

ขงเบ้งจับ keyword ของเหยียมจุ้นได้ว่า เหยียมจุ้นกำลังอ้างคำภีร์ตำราเนื่องจากว่าตัวเหยียมจุ้นเองเป็นผู้รู้ตำราเป็นอันมาก ขงเบ้งจำต้องจัดการเสียให้เข็ด

ขงเบ้ง : "ซึ่งท่านจะถือเอาถ้อยคำอันคนโบราณตกแต่งไว้หาเชื่อถือมิได้ พวกหนอนหนังสือ ลอกกากตำราเอามาพูด หากแม้นภัยมาไกล้ตัวก็ไม่มีปัญญาเอาตัวรอด ดีแต่อยู่กับกระดาษและภู่กันไปวันๆ ท่านอย่ามาพูดเลยเสียดีกว่า"

เหยียมจุ้นได้ยินก็จำนวนต่อคำขงเบ้ง


Friday, December 7, 2012

#182 ขงเบ้ง vs โปเจ๋า & ซีหอง



ฝ่ายโปเจ๋าที่ปรึกษาของซุนกวนอีกคนหนึ่งเห็น เตียวเจียวและหยีหวน จำนวนจึงอยากแสดงฝีมือ(ปาก) บ้าง

โปเจ๋า : "ตัวท่านนี้คิดจะเลียนแบบ โซจิ๋น เตียวยี่ หวังจะเกลี้ยกล่อมชาวเมืองกังตั๋งอย่างนั้นหรือ"

ขงเบ้งพยายามจะจับ keyword ของโปเจ๋าแล้วก็ได้ความว่าโปเจ๋านั้นกำลังที่บอกว่าขงเบ้งนั้นเก่งแต่พูดเหมือน โซจิ๋น เตียวยี่ โดยอ้างคนในประวัติศาสตร์ขึ้นมาโจมตี ขงเบ้งจึงคิดว่าโปเจ๋านั้นคงรู้จัก โซจิ๋น เตียวยี่ แบบผิวเผิน จะได้ส่วนเรื่อง โซจิ๋น เตียวยี่ และประวัติศาสตร์กลับไป

ขงเบ้ง : "อันโซจิ๋น เตียวยี่นั้น เป็นปราชญ์ ที่พูดเก่งยุคเลี๊ยดก๊ก ทั้ง 2 คนนี้มิได้เก่งแต่พูดและเรื่องการทูตเพียงอย่างเดียว 2 คนนี้ยังมีความสามารถด้านการบริหาร การปกครอง และทางการทหาร ตัวท่านเองท่านรู้แต่ว่าโซจิ๋น เตียวยี่เป็นนักพูด นั้นมิควร อันตัวท่านยังไม่เคยเห็นกองทัพโจโฉเท่านี้ยังกลัวตัวสั่นอยู่ บอกให้นายออกไปยอมแพ้ ยังมีหน้ามาติเตียนผู้อื่นหรือเล่า"

ซีหองที่ปรึกษาของซุนกวนอีกคนจึงพูดขึ้นมาว่า

ซีหอง : "โจโฉนี้เป็นใครท่านรู้หรือไม่?"

ขงเบ้ง : "โจโฉนั้นเป็นศัตรูพระเจ้าเหี้ยนเต้ โจรราชสมบัตรใคร ๆ ก็รู้"

ซีหอง : "ท่านกล่าวมานี้ผิดแล้ว ราชวงศ์ฮั่นนั้นสิ้นไปแล้วตอนนี้โจโฉได้ครองแผ่นดิน 2 ใน 3 แล้ว ผู้คนต่างก็ศรัตธา เล่าปี่เองฝืนชะตาฟ้าดิน เขาไข่ไปกระทบกับหินย่อมแพ้แน่นอน"

ขงเบ้งเริ่มจับ keyword ของซีหองได้ ซีหองพยายามอ้างว่าราชวงศ์ฮั่นนั้นสิ้นแล้ว โจโฉนั้นเก่งกล้าสามารถมีอำนาจมากกว่าฮ่องเต้

ขงเบ้ง : "ทำไมท่านพูดเช่นนี้ คนเราเกิดมาในแผ่นดินต้องจงรักภัคดีกตัญญู นายเราเห็นว่าโจโฉนั้นเป็นศรัตรูแผ่นดินจึงเจ็บร้อนด้วย แลตัวท่านก็เป็นข้าแผ่นดินอยู่ในพระเจ้าเหี้ยนเต้ ไม่มีความภักดีต่อเจ้ากลับเห็นชอบด้วยศัตรูแผ่นดิน คนอย่างนี้ไม่คู่ควร อย่าพูดอีกเลย"

Thursday, December 6, 2012

#181 ขงเบ้ง vs ยีหวน



ฝ่ายยีหวนซึ่งเป็นที่ปรึกษาของซุนกวนอีกคน เห็นเตียวเจียวจำนวนจึงคิดที่จะแก้แค้นและต้องการแสดงฝีมือให้คนอื่นได้เห็นจึงลุกขึ้นมาว่า

ยีหวน : "บัดนี้โจโฉยกทัพใหญ่มาร่วมร้อยหมื่นหวังจะเหยียบเมืองกังแฮให้จมไปในพระมหาสมุทร ตัวท่านมีความคิดอ่านประการใด"

ขงเบ้ง : "แม้นว่าโจโฉจะยกทหารถึงร้อยหมื่น ก็ไม่น่ากลัวเพราะทหารของโจโฉนั้นมีทหารที่เคยแพ้ศึกอยู่ด้วย ส่วนหนึ่งเป็นทหารบ้านนอกของอ้วนเสี้ยวไม่เชียวชาญการรบ  ซึ่งโจโฉได้ไว้ในฐานะเป็นเชลยศึก อีกส่วนหนึ่งก็เป็นทหารเมืองเกงจิ๋วของเล่าเปียว ซึ่งเป็นทหารร่อนเร่พเนจร กองทัพโจโฉนั้นมิได้น่ากลัวเลย"

ยีหวน : "ฮ่าๆๆๆๆ ท่านดูหมิ่นดูถูกกองทหารของโจโฉ ไม่ชำนาญการสงคราม หากเป็นเช่นนั้น ไหนเลยเล่าปี่ถึงได้แตกหนีทัพมาอยู่เมืองกังแฮ มิใช่เพราะทหารของโจโฉหรอกหรือ ตัวท่านยังจะมีหน้ามาโอ้อวดว่าตัวเองไม่กลัวกองทัพโจโฉอีกอย่างนั้นหรอกหรือ? ฮ่าๆๆๆ"

ขงเบ้งเห็นหยีหวนโจโฉด้วย keyword ที่ว่า "กลัวทหารโจโฉ" ขงเบ้งจึงใช้ keyword นี้สวนกลับไปในทันที

ขงเบ้ง : "เหอะๆ...อันนายเราเสียทีแตกทัพมาอยู่ที่เมืองกังแฮมีทหารอยู่เพียง 3 พัน ซึ่งเทียบกับทหารของโจโฉมิได้เลย การที่หนีมาอยู่เมืองกังแฮนั้นใช่ว่าจะ กลัว ทหารของโจโฉและไม่คิดที่จะยอมแพ้โจโฉอีกด้วย อันเมืองกังตั๋งนี้ผู้คนก็มาก ทหารก็พร้อม เสบียงก็สมบูรณ์ ทะเลก็ขั้นกลาง ดูดีกว่าเมืองซินเอี๋ยเสียอีก แต่เหตุใดจึงรวมหัวกันให้นายตัวเองยอมแพ้แก่โจโฉ พอมาคิดๆดูแล้ว นายเรานั้นกลัวโจโฉน้อยว่ากว่าพวกท่านเสียอีก...ฮ่าๆ"

ยีหวนโดนจี้จุดด้วย keyword ของตัวเองจึงนิ่งเงียบไปอีกคน อีกทั้งขงเบ้งยังพูดความจริงที่เหล่าขุนนางต่างบอกให้ซุนกวนยอมแพ้แก่โจโฉ

Wednesday, November 28, 2012

#180 ขงเบ้ง vs เตียวเจียว


เช้าวันรุ่งขึ้นขงเบ้งได้ถูกเชิญให้เข้ามานั่งร่วมสนทนากับเหล่าที่ปรึกษาของเมืองกังตั๋ง โดยโลซกได้เตือนขงเบ้งเป็นครั้งที่ 2 ว่า

โลซก : "เมื่อท่านได้พบกับซุนกวนนายเราให้บอกนายเราว่า กองทัพโจโฉนั้นมีจำนวนน้อย"

ขงเบ้งได้ฟังก็หัวเราะ แล้วจึงว่า "ท่านจงวางใจเถิด ข้าพเจ้าย่อมมีวิธีที่จะพูดจากับซุนกวนมิให้เสียการของนายเราทั้งสอง"

หลังจากที่เหล่าที่ปรึกษาเข้านั่งรวมตัวกันเรียบร้อยแล้ว  เตียวเจียวที่ปรึกษาผู้ใหญ่ของซุนกวนจึงได้เปิดฉากสงครามลิ้นเป็นคนแรก

เตียวเจียว : "เดิมที่อาจารย์ฮกหลงอยู่ตำบลเขาโงลังกั๋ง เขาเลื่องลือว่ามีสติปัญญามากเหมือนอาจารย์ขวัญต๋ง งักเย เป็นจริงหรือปล่าว?"

ขงเบ้ง : "จริง...แท้จริงแล้วเป็นการเปรียบเทียบง่ายๆแท้จริงแล้วสติปัญญามีมากเท่าใดนั้นไม่มีใครรู้"

เตียวเจียวเห็นขงเบ้งเริ่มปากดี เตียวเจียวจึงต้องแสดงสติปัญญาของตนเพื่อข่มขงเบ้ง

เตียวเจียว : "ได้ยินมาว่า เล่าปี่ไปเชิญท่านถึง 3 ครั้ง เมื่อได้มาแล้วเล่าปี่เปรียบเสมือนปลาได้น้ำ มีใจกำเริบคิดที่จะแย่งชิงดินแดนเมืองเกงจิ๋ว แต่เหตุใดเมืองเกงจิ่วถึงไปตกอยู่ในมือของโจโฉได้หล่ะ?"

ขงเบ้ง : "ในสายตาของข้าพเจ้าการยึดเมืองเกงจิ๋วนั้น ง่ายเหมือนดั่งพลิ๊กฝ่ายมือ แต่ท่านเล่าปี่ยึดมั่นในคุณธรรมไม่อยากแย่งเมืองของคนแซ่เดียวกันจึงไม่รับเมือง เล่าจ๋องเด็กน้อยหลงเชื่อคนสอพลอให้ยอมแพ้ โจโฉถึงยึดได้ อันเล่าปี่นายเรานั้นตอนนี้อยู่เมืองกังแฮมีแผนล้ำลึก พวกปัญญาน้อยคิดไม่ถึงดอก"

เตียวเจียว : "ดูเหมือนคำพูดกับการกระทำของท่านมันขัดแย้งกัน ท่านเปรียบตนกับนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ ขวัญต๋ง งักเย ช่วยทำนุบำรุงแผ่นดินพระเจ้าจีฮ้วนก๋ง ปราบปรามศัตรูให้ราบคาบ บ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุข นี่สิถึงเรียกว่าเป็นผู้มีสติปัญญาจริง อันเล่าปี่ก่อนที่จะได้ท่านมายังได้ครองเมือง เป็นใหญ่ไม่น้อยแต่เมื่อได้ท่านมาเป็นกุนซือช่วยเหลือ โจโฉบุกมาจำต้องหนีหัวซุกหัวซุนไม่มีแผ่นดินจะอยู่ ท่านยังจะเปรียบกับขวัญต๋ง งักเย อย่างนั้นหรือ"

ขงเบ้ง : "ความคิดของพญาครุฑกระจอกย่อมไม่รู้.....การคิดทำการใหญ่นั้น อุปมาเหมือนคนไข้หนัก ต้องให้ยาที่มีฤทธิ์น้อยเสียก่อน ถึงจะให้ยาที่มีฤทธิ์มาก เพื่อที่จะให้คนไข้นั้นได้ปรับตัว ซึ่งการที่เล่าปี่นายเราแพ้แก่โจโฉนั้น มีทหารเอกแต่กวนอู เตียวหุย จูล่งสามคนนี้มีทหารไม่กี่พัน เปรียบเหมือนดั่งคนไข้หนัก เราก็ได้เผาทหารโจโฉเสียที่ทุ่งพกบ๋องก็ครั้งหนึ่ง ที่แม่น้ำแปะโหเราก็ได้ไขน้ำให้ท่วมทหารโจโฉให้ตายเป็นอันมาก แม้นทหารใหญ่อย่างโจหยินและแฮหัวตุ้นยังกลัว ซึ่งท่านว่าขวัญต๋ง งักเย นั้นได้มีอุบายเช่นนี้หรือไม่ก็ไม่รู้ การที่เล่าจ๋องเสียเมืองเกงจิ๋วนั้นทางฝ่ายเราก็ไม่รู้เห็นด้วย หากนายเราได้ครองเมืองเกงจิ๋วมีเหรอเมืองเกงจิ๋วจะตกอยู่ในมือของโจโฉ เล่าปี่นายเราห่วงประชาชน ประชาชนจึงขอติดตามมานายเราจะทิ้งประชาชนก็มิได้ จึงโดนโจโฉไล่ตามตี อันกองทัพโจโฉนั้นมาก มากชนะน้อย นั้นเป็นเรื่องธรรมดามิใช่หรือ? สมัยพระเจ้าฮั่นโกโจยังแพ้พระเจ้าฌ้อปาอ๋องตั้งหลายครั้ง แต่ยังกลับมาชนะได้ แลดูตัวท่านนี้มีแต่ยกตนข่มท่านคิดว่าตัวเองดี แม้นภัยเข้ามาถึงตัวกลัวจะทำได้ไม่เหมือนปาก"

เตียวเจียวได้ยินเช่นนั้นก็นิ่งไม่กล้าพูดอะไรออกมา ซึ่งขงเบ้งนั้นตอนแรกโดนเตียวเจียวโจมตี ด้วย keyword ที่ว่า "โอ้อวดตน"  ว่า "ขงเบ้งอวดตนว่าเก่งเปรียบขวัญต๋ง งักเย" ขงเบ้งจึงสวนกลับในเหตุผลเดียวกันว่า "ชาวกังตั๋งนั้นอวดเก่งแต่มิมีปัญญาแก้ไขสถานการณ์"